พัฒนาหลักสูตร การเตรียมความพร้อมนักวิจัย
โกมล สนั่นก้อง
ครุ่นคิดเรื่องหลักสูตร
เตรียมความพร้อมนักวิจัย มานานพอควร ด้วยเพราะจากการศึกษาและจากประสบการณ์ของตัวเองแล้ว
พบว่าเป็นงานทางวิชาการค่อนข้างมาก และมากด้วยเนื้อหาในเชิงแนวคิดทฤษฎีค่อน
จึงไม่แน่ใจนักว่า นักวิจัยใหม่ที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยทำวิจัยมาก่อน
จะรับรู้และทำความเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด อีกประการหนึ่งด้วยว่า
หลักสูตรการเรียนการสอนหรือหลักสูตรการฝึกอบรมเท่าที่ผ่านมา
มีลักษณะที่เน้นการสอนแนวคิดทฤษฎีเป็นสำคัญและมีการทดลองปฏิบัต
ิบ้าง นั่นก็คือเราถูกสอนให้ปฏิบัติตามทฤษฎี วิธีการเช่นนี้สามารถดำเนินการได้ง่ายไม่ต้องกลัวหลุดคือ
ไม่ต้องกลัวตกทฤษฎีเพราะได้สอนไว้แล้วและมีเอกสารเล่มหนาๆ ประกอบการศึกษาด้วย
เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่าทฤษฎีเป็นแกนกลาง ภาคปฏิบัติเป็นการประยุกต์ใช้
จึงทำให้เราไม่กล้าคิดและทำอะไรที่นอกกรอบมากนัก ปัญหาจึงเกิดกับผู้เรียนตลอดมา
ทั้งในแง่การรับรู้ในสูตรสำเร็จที่ไม่มีโอกาสได้คิดวิเคราะห์ด้
วยตัวเอง การนำแนวทฤษฎีมาปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและไม
่เข้าใจในความล้มเหลวนั้น หรือเกิดข้อขัดแย้งขึ้นอันเกิดจากบทเรียนในการปฏิบัติที่ขัดต่อ
แนวความคิดทฤษฎีที่ได้ร่ำเรียนมา และหลายครั้งมักพบว่าเราน่าจะเชื่อในทฤษฎีหรือเชื่อในประสบการณ
์จริงดี เป็นต้น

มีโอกาสได้เรียนรู้จากเพื่อนๆ
และการประยุกต์ใช้หลักสูตรจากนักฝึกอบรมหลายๆ ท่าน ด้วยสมมุติฐานที่ว่า
1) การศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริงน่าจะนำไปสู่การทำความเข้
าใจในแนวคิดทฤษฎีได้ง่ายกว่าและมีกำลังใจในการเรียนรู้มากกว่า
2) การเรียนรู้จากการปฏิบัติการร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
จะนำไปสู่การสร้างหลักคิดทฤษฎีที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและสถา
นการณ์ได้มากกว่า แต่ความยากลำบากในการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวมีอยู่
2 ระดับ คือ 1) การออกแบบทดลองปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และการสร้างหลักการบางอย่างร่วมกัน เพื่อเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงกับภาคทฤษฎี
ซึ่งไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขในการเรียนรู้อะไรบ้าง เช่น การให้โจทย์ทดลองปฏิบัติ
การแบ่งกลุ่มย่อยและปฏิบัติงานในชุมชนจริง การจับประเด็นและแยกแยะข้อมูลจากการปฏิบัติ
การดึงข้อมูลที่ผ่านการปฏิบัติจริงจากผู้เข้าร่วมทุกคน การมีส่วนร่วมประเมินจากฐานชุมชน
การประมวลความรู้ ฯลฯ 2) การออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับแนวคิดและหลักการงานวิจัยเพื่อ
ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้มองเห็นว่าแนวคิดหลักการและการปฏิบัติจร
ิงเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้แยกส่วนกัน ดังนี้

แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 1 การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้อง
( ใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง)
คำถาม
- ผู้เกี่ยวข้องที่น่าจะมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการวิจัย
ประเด็นที่จะทำ มีใครบ้าง (ใคร หมายถึง คน กลุ่มคน องค์กร
ทั้งที่มีอยู่ในชุมชนและอยู่ภายนอกชุมชน)
- ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมต่อการดำเนินโครงการวิจัยในเรื่องอะไรบ
้าง พร้อมบอกศักยภาพข้อจำกัด
- ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเมื่อไร พร้อมบทบาทในการสนับสนุน
ก่อนวิจัยระหว่างวิจัย หลังการวิจัย
วิธีการ
- ใช้สัญลักษณ์วงกลม
แทนผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม (คน กลุ่มคน องค์กร)
- ใช้ขนาดวงกลมแทนความสำคัญของผู้เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม กล่าวคือ
สำคัญมากใช้วงกลมขนาดใหญ่ และสำคัญน้อยใช้วงกลมขนาดเล็ก

- ใช้ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของประเด็นปัญหาหรือกลุ่มเป้าหม
ายกับผู้เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม แทนความใกล้ไกลในการเชื่อมประสานและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 2 การกำหนดประเด็นศึกษาประเด็นย่อย
ๆ ( ใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่งโมง)
คำถาม
- ภายใต้ชื่อโครงการวิจัยและคำถามวิจัย มีคำหลักๆ อะไรบ้าง
(สมมุติโครงการวิจัยหนึ่งๆ ขึ้นมาก็ได้)
- ภายใต้คำหลักๆ เหล่านั้น มีองค์ประกอบว่าด้วยเนื้อหาอะไรบ้าง
- แต่ละองค์ประกอบต่างๆ มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร
(ทั้งหนุนเสริมและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)
- บอกความเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
วิธีการ
- ขีดเส้นใต้คำหลักๆ ภายใต้ชื่อโครงการและคำถามวิจัย
- นำคำหลักๆ เหล่านั้นมาหาองค์ประกอบของเนื้อหาย่อยๆ พร้อมบอกมิติทางด้านเวลาเพื่อดูความเปลี่ยน
แปลงและมิติการเชื่อมโยงเพื่อดูการพึ่งพากันและปฏิปักษ์ต่อกันข
ององค์ประกอบต่างๆ
แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 3 เครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูล
(ใช้เวลาตัวอย่างละ 2 - 3 ชั่วโมง)
การทำแบบทดลองนี้
ควรให้นักวิจัยได้เรียนรู้วิธีการในการเก็บข้อมูลที่เป็นภาพรวม
และการเก็บข้อมูลเชิงลึกเฉพาะเรื่องไปด้วยกัน เพื่อให้เห็นคุณสมบัติและความสำคัญของแต่ละวิธีการ
โดยเลือกวิธีที่นักวิจัยและชาวบ้านคุ้นเคยมากที่สุด เช่น การสำรวจและจัดทำแผนที่ชุมชน
การประชุมชาวบ้าน (กลุ่มใหญ่) การประชุมผู้นำ (กลุ่มย่อย) การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้รู้
เป็นต้น แบบทดลองนี้จะเน้นการเตรียมการ การทำงานเป็นทีม และการทำงานร่วมกับชาวบ้านเป็นหลัก
ไม่เน้นปริมาณข้อมูล แต่จะบอกว่า การได้มาซึ่งข้อมูลความจริง
และความร่วมมือจากชาวบ้านขึ้นอยู่กับการวางแผน การเตรียมทีมงาน
และการสรุปบทเรียนต่างๆ ของทีมงานเป็นระยะ ๆ
ตัวอย่างที่ 1. คำถาม สภาพชุมชนบ้าน
............................... เป็นอย่างไร ?
วิธีการ
- แบ่งกลุ่มย่อยเดินสำรวจชุมชนด้วยสายตาและการสอบถามคนในชุมชนบ้า
ง
- การเตรียมการและการดำเนินการของกลุ่มย่อย
2.1 วางแผนการเก็บข้อมูล เช่น แบ่งบทบาทของทีมงาน ว่า ใครจะเป็นคนถามหลัก
ใครจะบันทึก ใครสังเกตุการณ์ ใครเป็นคนทำแผนที่ เป็นต้น การกำหนดประเด็นที่ต้องการในการสำรวจ
(ใช้เวลาวางแผน 20-30 นาที)
2.2 ดำเนินการทดลองสำรวจในชุมชนจริง (ใช้เวลาสำรวจชุมชน 1-2
ชั่วโมง)
2.3 การสรุปข้อมูลร่วมกันและการเตรียมนำเสนอกลุ่มใหญ่ โดยแบ่งเป็น
2 ส่วน คือ
1) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่ได้จากการศึกษา
และ
2) ข้อมูลที่เป็นบทเรียนกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมงาน
ตัวอย่างที่ 2. คำถาม ภูมิปัญญาด้าน
............................... ของชุมชน เป็นอย่างไร ? (กำหนดประเด็นขึ้นมาก็ได้)
วิธีการ
- แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชน
- การเตรียมการและการดำเนินการของกลุ่มย่อย
2.1 วางแผนการเก็บข้อมูล เช่น แบ่งบทบาทของทีมงาน และการแตกประเด็นคำถามย่อยๆ
หรือกำหนดประเด็นที่ต้องการในการสัมภาษณ์ (ใช้เวลาวางแผน 20-30
นาที)
2.2 ดำเนินการทดลองสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชนจริง (ใช้เวลาเก็บข้อมูล
1 ชั่วโมง)
2.3 การสรุปข้อมูลร่วมกันและการเตรียมนำเสนอกลุ่มใหญ่ โดยแบ่งเป็น
2 ส่วน คือ
1) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่ได้จากการศึกษา
และ
2) ข้อมูลที่เป็นบทเรียนกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมงาน
จากแบบทดลองทั้งหมด มีหลักคิดและหลักการที่ควรปฏิบัติ
ดังนี้
- 1. การเตรียมความพร้อมนักวิจัย ไม่ควรเกิน 5 ทีมหรือ 5 กลุ่มต่อครั้ง
กำหนดให้กลุ่มละประมาณ 4 - 5 คน รวมประมาณ 25 คน ซึ่งจะทำให้การทดลองปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนเกิดประสิทธิภาพสูง
สุด
- การให้โจทย์เพื่อทดลองปฏิบัติ ควรเน้นโจทย์ที่ใกล้เคียงกับความสนใจของกลุ่มหรือให้กลุ่มเลือก
ปฏิบัติ หรือใช้โจทย์วิจัยของกลุ่มทดลองทำ
- หลักการพื้นฐานในการทดลองปฏิบัติ มีดังนี้
1) เตรียมวัสดุ/อุปกรณ์การเขียนและบันทึกให้พร้อม
2) แบ่งกลุ่มย่อยตามทีมวิจัยจริง ทีมวิจัย 1 ทีม/ 1 กลุ่ม
3) ฝึกปฏิบัติจากพื้นที่จริงหรือชุมชนจริง และต้องได้รับความร่วมมือจากทีมชุมชนด้วย
4) ชุมชนและตัวแทนชุมชนร่วมดำเนินการและสรุปประมวลผลจากแบบทดลองต่างๆ
5) ต้องมีการวางแผนงานของทีมงานทุกครั้งก่อนทดลองปฏิบัติ (เน้นการเตรียมทีมงานและแบ่งบทบาท)
6) ต้องมีการสรุปข้อมูลและสรุปบทเรียนของกลุ่มทุกครั้งหลังการทดลอ
งปฏิบัติ
7) ต้องมีการนำเสนอกลุ่มใหญ่เพื่อให้กลุ่มใหญ่/ชุมชน ซักถาม
แลกเปลี่ยน เสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์
- มีการเชื่อมโยงบทเรียนของแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นความเหมือนและความแตกต่างตามศักยภาพ
เงื่อนไข และข้อจัดกัดอย่างกลมกลืน
- มีสรุปภาพรวมให้เห็นข้อปฏิบัติและหลักการต่างๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน
พร้อม ๆ กับการนำเสนอบทเรียนจากโครงการวิจัยอื่นๆ และสนับสนุนแนวคิดทฤษฎีที่ใกล้เคียงกัน
- สรุปเป็นเอกสารให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนตัวเองสม่ำเสมอ
- การกำหนดบทบาทของทีมฝึกอบรม ทั้งการเตรียมชุมชน การกำหนดโจทย์
การดูแลและสังเกตุการณ์กลุ่มย่อย การเชื่อมความรู้ประสบการณ์ที่หลากหลาย
และการยกระดับฐานปฏิบัติการสู่หลักการและทฤษฎี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม
ทั้งหมดเป็นการเริ่มต้นทดลองหลักสูตร การเตรียมความพร้อมนักวิจัย
ก่อนดำเนินการวิจัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก Node แม่ฮ่องสอน
(คุณอรุณี เวียงแสง) ที่ได้นำหลักสูตร การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องมาปรับใช้
ขอบคุณ Node ทุ่งกุลาร้องให้ ที่ได้พัฒนาหลักสูตรการเก็บข้อมูลและการกำหนดประเด็นศึกษา
และคุณพีรพัฒน์ โกศลศักดิ์สกุล ที่ได้สรุปบทเรียนการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องกว่า
5 ครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามควรให้ข้อมูลว่าด้วย องค์กรสนับสนุนเป็นใคร?
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั้งหลักคิดและวิธีการเป็นอย่างไร โลกทัศน์ชีวทัศน์การพัฒนาสังคมไทยที่ผ่านมาและอนาคตเป็นอย่างไร
และหลักธรรมสำหรับนักวิจัย เช่น กฎไตรลักษณ์ (การมองโลก), พรหมวิหาร
4 (การบริหารทีม), สังคหวัตถุ 4 (การทำงานกับชุมชน), อิทัปปตยตา
(การมองเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน) เป็นต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้พัฒนาหลักสูตรอื่นๆ
ขึ้นมาปรับใช้ต่อกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้ขยายสู่วงกว้าง
มากขึ้น
|