หน้าแรก | ข่าว | กิจกรรม | บทความ | หนังสือ | โครงการวิจัย | มัลติมีเดีย | เกี่ยวกับ | ติดต่อ  
 
   
 
  หน้าแรก
  จดหมายข่าว
  งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
  หนังสือ
  ติดต่อสอบถาม

 

RE งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องทิ่น : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย





   
 
เครื่องมือวิจัยท้องถิ่น
หลักสูตร
พัฒนาหลักสูตร “การเตรียมความพร้อมนักวิจัย”

โกมล สนั่นก้อง

         ครุ่นคิดเรื่องหลักสูตร “เตรียมความพร้อมนักวิจัย” มานานพอควร ด้วยเพราะจากการศึกษาและจากประสบการณ์ของตัวเองแล้ว พบว่าเป็นงานทางวิชาการค่อนข้างมาก และมากด้วยเนื้อหาในเชิงแนวคิดทฤษฎีค่อน จึงไม่แน่ใจนักว่า นักวิจัยใหม่ที่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยทำวิจัยมาก่อน จะรับรู้และทำความเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด อีกประการหนึ่งด้วยว่า หลักสูตรการเรียนการสอนหรือหลักสูตรการฝึกอบรมเท่าที่ผ่านมา มีลักษณะที่เน้นการสอนแนวคิดทฤษฎีเป็นสำคัญและมีการทดลองปฏิบัต ิบ้าง นั่นก็คือเราถูกสอนให้ปฏิบัติตามทฤษฎี วิธีการเช่นนี้สามารถดำเนินการได้ง่ายไม่ต้องกลัวหลุดคือ ไม่ต้องกลัวตกทฤษฎีเพราะได้สอนไว้แล้วและมีเอกสารเล่มหนาๆ ประกอบการศึกษาด้วย เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่าทฤษฎีเป็นแกนกลาง ภาคปฏิบัติเป็นการประยุกต์ใช้ จึงทำให้เราไม่กล้าคิดและทำอะไรที่นอกกรอบมากนัก ปัญหาจึงเกิดกับผู้เรียนตลอดมา ทั้งในแง่การรับรู้ในสูตรสำเร็จที่ไม่มีโอกาสได้คิดวิเคราะห์ด้ วยตัวเอง การนำแนวทฤษฎีมาปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องและไม ่เข้าใจในความล้มเหลวนั้น หรือเกิดข้อขัดแย้งขึ้นอันเกิดจากบทเรียนในการปฏิบัติที่ขัดต่อ แนวความคิดทฤษฎีที่ได้ร่ำเรียนมา และหลายครั้งมักพบว่าเราน่าจะเชื่อในทฤษฎีหรือเชื่อในประสบการณ ์จริงดี เป็นต้น

         มีโอกาสได้เรียนรู้จากเพื่อนๆ และการประยุกต์ใช้หลักสูตรจากนักฝึกอบรมหลายๆ ท่าน ด้วยสมมุติฐานที่ว่า 1) การศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริงน่าจะนำไปสู่การทำความเข้ าใจในแนวคิดทฤษฎีได้ง่ายกว่าและมีกำลังใจในการเรียนรู้มากกว่า 2) การเรียนรู้จากการปฏิบัติการร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จะนำไปสู่การสร้างหลักคิดทฤษฎีที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นและสถา นการณ์ได้มากกว่า แต่ความยากลำบากในการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวมีอยู่ 2 ระดับ คือ 1) การออกแบบทดลองปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างหลักการบางอย่างร่วมกัน เพื่อเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงกับภาคทฤษฎี ซึ่งไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขในการเรียนรู้อะไรบ้าง เช่น การให้โจทย์ทดลองปฏิบัติ การแบ่งกลุ่มย่อยและปฏิบัติงานในชุมชนจริง การจับประเด็นและแยกแยะข้อมูลจากการปฏิบัติ การดึงข้อมูลที่ผ่านการปฏิบัติจริงจากผู้เข้าร่วมทุกคน การมีส่วนร่วมประเมินจากฐานชุมชน การประมวลความรู้ ฯลฯ 2) การออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับแนวคิดและหลักการงานวิจัยเพื่อ ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้มองเห็นว่าแนวคิดหลักการและการปฏิบัติจร ิงเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้แยกส่วนกัน ดังนี้

แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 1 การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้อง ( ใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง)
คำถาม

  1. ผู้เกี่ยวข้องที่น่าจะมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการวิจัย ประเด็นที่จะทำ มีใครบ้าง (ใคร หมายถึง คน กลุ่มคน องค์กร ทั้งที่มีอยู่ในชุมชนและอยู่ภายนอกชุมชน)
  2. ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมต่อการดำเนินโครงการวิจัยในเรื่องอะไรบ ้าง พร้อมบอกศักยภาพข้อจำกัด
  3. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเมื่อไร พร้อมบทบาทในการสนับสนุน ก่อนวิจัยระหว่างวิจัย หลังการวิจัย

วิธีการ

  1. ใช้สัญลักษณ์วงกลม แทนผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม (คน กลุ่มคน องค์กร)
  2. ใช้ขนาดวงกลมแทนความสำคัญของผู้เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม กล่าวคือ
    สำคัญมากใช้วงกลมขนาดใหญ่ และสำคัญน้อยใช้วงกลมขนาดเล็ก
  3. ใช้ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของประเด็นปัญหาหรือกลุ่มเป้าหม ายกับผู้เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม แทนความใกล้ไกลในการเชื่อมประสานและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 2 การกำหนดประเด็นศึกษาประเด็นย่อย ๆ ( ใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่งโมง)
คำถาม

  1. ภายใต้ชื่อโครงการวิจัยและคำถามวิจัย มีคำหลักๆ อะไรบ้าง (สมมุติโครงการวิจัยหนึ่งๆ ขึ้นมาก็ได้)
  2. ภายใต้คำหลักๆ เหล่านั้น มีองค์ประกอบว่าด้วยเนื้อหาอะไรบ้าง
  3. แต่ละองค์ประกอบต่างๆ มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไร (ทั้งหนุนเสริมและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)
  4. บอกความเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

วิธีการ

  1. ขีดเส้นใต้คำหลักๆ ภายใต้ชื่อโครงการและคำถามวิจัย
  2. นำคำหลักๆ เหล่านั้นมาหาองค์ประกอบของเนื้อหาย่อยๆ พร้อมบอกมิติทางด้านเวลาเพื่อดูความเปลี่ยน แปลงและมิติการเชื่อมโยงเพื่อดูการพึ่งพากันและปฏิปักษ์ต่อกันข ององค์ประกอบต่างๆ

แนวปฏิบัติแบบทดลองที่ 3 เครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูล (ใช้เวลาตัวอย่างละ 2 - 3 ชั่วโมง)
         การทำแบบทดลองนี้ ควรให้นักวิจัยได้เรียนรู้วิธีการในการเก็บข้อมูลที่เป็นภาพรวม และการเก็บข้อมูลเชิงลึกเฉพาะเรื่องไปด้วยกัน เพื่อให้เห็นคุณสมบัติและความสำคัญของแต่ละวิธีการ โดยเลือกวิธีที่นักวิจัยและชาวบ้านคุ้นเคยมากที่สุด เช่น การสำรวจและจัดทำแผนที่ชุมชน การประชุมชาวบ้าน (กลุ่มใหญ่) การประชุมผู้นำ (กลุ่มย่อย) การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้รู้ เป็นต้น แบบทดลองนี้จะเน้นการเตรียมการ การทำงานเป็นทีม และการทำงานร่วมกับชาวบ้านเป็นหลัก ไม่เน้นปริมาณข้อมูล แต่จะบอกว่า การได้มาซึ่งข้อมูลความจริง และความร่วมมือจากชาวบ้านขึ้นอยู่กับการวางแผน การเตรียมทีมงาน และการสรุปบทเรียนต่างๆ ของทีมงานเป็นระยะ ๆ

ตัวอย่างที่ 1. คำถาม “สภาพชุมชนบ้าน ............................... เป็นอย่างไร” ?
วิธีการ

  1. แบ่งกลุ่มย่อยเดินสำรวจชุมชนด้วยสายตาและการสอบถามคนในชุมชนบ้า ง
  2. การเตรียมการและการดำเนินการของกลุ่มย่อย
    2.1 วางแผนการเก็บข้อมูล เช่น แบ่งบทบาทของทีมงาน ว่า ใครจะเป็นคนถามหลัก ใครจะบันทึก ใครสังเกตุการณ์ ใครเป็นคนทำแผนที่ เป็นต้น การกำหนดประเด็นที่ต้องการในการสำรวจ (ใช้เวลาวางแผน 20-30 นาที)
    2.2 ดำเนินการทดลองสำรวจในชุมชนจริง (ใช้เวลาสำรวจชุมชน 1-2 ชั่วโมง)
    2.3 การสรุปข้อมูลร่วมกันและการเตรียมนำเสนอกลุ่มใหญ่ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
             1) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่ได้จากการศึกษา และ
             2) ข้อมูลที่เป็นบทเรียนกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมงาน

ตัวอย่างที่ 2. คำถาม “ภูมิปัญญาด้าน ............................... ของชุมชน เป็นอย่างไร” ? (กำหนดประเด็นขึ้นมาก็ได้)
วิธีการ

  1. แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชน
  2. การเตรียมการและการดำเนินการของกลุ่มย่อย
    2.1 วางแผนการเก็บข้อมูล เช่น แบ่งบทบาทของทีมงาน และการแตกประเด็นคำถามย่อยๆ หรือกำหนดประเด็นที่ต้องการในการสัมภาษณ์ (ใช้เวลาวางแผน 20-30 นาที)
    2.2 ดำเนินการทดลองสัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชนจริง (ใช้เวลาเก็บข้อมูล 1 ชั่วโมง)
    2.3 การสรุปข้อมูลร่วมกันและการเตรียมนำเสนอกลุ่มใหญ่ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
             1) ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่ได้จากการศึกษา และ
             2) ข้อมูลที่เป็นบทเรียนกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมงาน

จากแบบทดลองทั้งหมด มีหลักคิดและหลักการที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. 1. การเตรียมความพร้อมนักวิจัย ไม่ควรเกิน 5 ทีมหรือ 5 กลุ่มต่อครั้ง กำหนดให้กลุ่มละประมาณ 4 - 5 คน รวมประมาณ 25 คน ซึ่งจะทำให้การทดลองปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนเกิดประสิทธิภาพสูง สุด
  2. การให้โจทย์เพื่อทดลองปฏิบัติ ควรเน้นโจทย์ที่ใกล้เคียงกับความสนใจของกลุ่มหรือให้กลุ่มเลือก ปฏิบัติ หรือใช้โจทย์วิจัยของกลุ่มทดลองทำ
  3. หลักการพื้นฐานในการทดลองปฏิบัติ มีดังนี้
    1) เตรียมวัสดุ/อุปกรณ์การเขียนและบันทึกให้พร้อม
    2) แบ่งกลุ่มย่อยตามทีมวิจัยจริง ทีมวิจัย 1 ทีม/ 1 กลุ่ม
    3) ฝึกปฏิบัติจากพื้นที่จริงหรือชุมชนจริง และต้องได้รับความร่วมมือจากทีมชุมชนด้วย
    4) ชุมชนและตัวแทนชุมชนร่วมดำเนินการและสรุปประมวลผลจากแบบทดลองต่างๆ
    5) ต้องมีการวางแผนงานของทีมงานทุกครั้งก่อนทดลองปฏิบัติ (เน้นการเตรียมทีมงานและแบ่งบทบาท)
    6) ต้องมีการสรุปข้อมูลและสรุปบทเรียนของกลุ่มทุกครั้งหลังการทดลอ งปฏิบัติ
    7) ต้องมีการนำเสนอกลุ่มใหญ่เพื่อให้กลุ่มใหญ่/ชุมชน ซักถาม แลกเปลี่ยน เสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์
  4. มีการเชื่อมโยงบทเรียนของแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นความเหมือนและความแตกต่างตามศักยภาพ เงื่อนไข และข้อจัดกัดอย่างกลมกลืน
  5. มีสรุปภาพรวมให้เห็นข้อปฏิบัติและหลักการต่างๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อม ๆ กับการนำเสนอบทเรียนจากโครงการวิจัยอื่นๆ และสนับสนุนแนวคิดทฤษฎีที่ใกล้เคียงกัน
  6. สรุปเป็นเอกสารให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนตัวเองสม่ำเสมอ
  7. การกำหนดบทบาทของทีมฝึกอบรม ทั้งการเตรียมชุมชน การกำหนดโจทย์ การดูแลและสังเกตุการณ์กลุ่มย่อย การเชื่อมความรู้ประสบการณ์ที่หลากหลาย และการยกระดับฐานปฏิบัติการสู่หลักการและทฤษฎี เป็นต้น

         อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นการเริ่มต้นทดลองหลักสูตร การเตรียมความพร้อมนักวิจัย ก่อนดำเนินการวิจัย ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก Node แม่ฮ่องสอน (คุณอรุณี เวียงแสง) ที่ได้นำหลักสูตร การวิเคราะห์ผู้เกี่ยวข้องมาปรับใช้ ขอบคุณ Node ทุ่งกุลาร้องให้ ที่ได้พัฒนาหลักสูตรการเก็บข้อมูลและการกำหนดประเด็นศึกษา และคุณพีรพัฒน์ โกศลศักดิ์สกุล ที่ได้สรุปบทเรียนการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามควรให้ข้อมูลว่าด้วย องค์กรสนับสนุนเป็นใคร? งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั้งหลักคิดและวิธีการเป็นอย่างไร โลกทัศน์ชีวทัศน์การพัฒนาสังคมไทยที่ผ่านมาและอนาคตเป็นอย่างไร และหลักธรรมสำหรับนักวิจัย เช่น กฎไตรลักษณ์ (การมองโลก), พรหมวิหาร 4 (การบริหารทีม), สังคหวัตถุ 4 (การทำงานกับชุมชน), อิทัปปตยตา (การมองเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน) เป็นต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้พัฒนาหลักสูตรอื่นๆ ขึ้นมาปรับใช้ต่อกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้ขยายสู่วงกว้าง มากขึ้น

กลับขึ้นข้างบน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

The Thailand Research Fund Regional Office
ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ (053) 944-648 ,(053) 218-250 ,(053)218-200 โทรสาร (053) 892-662 ต่อ 115
อีเมล์, info@vijai.org