ลักษณะสำคัญของโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
1) เป็นโจทย์ที่ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นเห็นว่ามีความสำคัญ
และอยากจะค้นหาคำตอบร่วมกัน
2) ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหาคำตอบร่วมกัน
3) มีการปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา
หรือเสนอทางเลือกให้กับท้องถิ่น
4) เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
และเป้าหมายขององค์กร
จะเริ่มงานวิจัยได้อย่างไร?
ชุมชนท้องถิ่นที่สนใจขอรับการสนับสนุนควรเริ่มจากการทำ
เอกสารเชิงหลักการ ประมาณ 4-5 หน้า
นำเสนอให้กับศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่
(Node) หรือนำเสนอต่อ สกว.สำนักงานภาค
ในกรณีพื้นที่ที่ไม่มี Node และเมื่อ
Node หรือ สกว.สำนักงานภาค ได้รับเอกสารเชิงหลักการแล้ว
จะพิจารณาขั้นต้น และแจ้งผลให้ผู้เสนอโครงการทราบ
หรือเชิญผู้เสนอมาหารือรายละเอียดของโครงการ
ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสาร
เอกสารเชิงหลักการ
- ชื่อโครงการวิจัย
ตั้งตามประเด็นปัญหา
/ข้อสงสัย / เรื่องราว ที่ต้องการศึกษา
/ เรียนรู้ / ค้นหาคำตอบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา
โดยต้องเป็นไปตามความต้องการของชุมชน
- ความเป็นมาของเรื่องที่ต้องการทำวิจัย
สภาพการณ์ปัญหา
ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน/ อย่างไร?
ที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขปัญหาโดยใครหรือไม่/อย่างไร?
จนถึงปัจจุบันสภาพปัญหาเป็นอย่างไร?
หากไม่หาทางแก้ไขแล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร?
- คำถามวิจัย / วัตถุประสงค์
ในการทำวิจัย ต้องการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ
หรือต้องการแก้ปัญหาในเรื่องใด/ เพื่ออะไร?
- แผนงาน และวิธีการศึกษา
เพื่อให้สามารถตอบข้อสงสัย หรือแก้ปัญหาได้
มีแนวทางทดลองทำเพื่อนำไปสู่การหาคำตอบ
หรือ แก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวอย่างไร/
มีใครมาร่วมทำงานบ้าง/มีการดำเนินกิจกรรมอะไร/เมื่อไหร่?
- งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินงาน
- ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- ข้อมูล / ประวัติย่อ หัวหน้าโครงการ
และทีมวิจัย พร้อมที่อยู่ / โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
รูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
การวิจัยเพื่อท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้
2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้
1) การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น
เป็นงานวิจัยที่มีลักษณะสมบูรณ์ตามแนวความคิดการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ทั้งในเชิงเนื้อหาและเชิงกระบวนการ
ภายใต้หลักการว่า เป็นปัญหาของชาวบ้าน
ชาวบ้านเป็นทีมวิจัย และมีปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา
โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 2
ปี งานวิจัยแบบนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยที่เน้นกระบวนการในการทำความเข้าใจและหาทางเลือกในการแก้ปัญหาสังคมในทุกประเด็น
โดยที่ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่การกำหนดประเด็น วิเคราะห์
และใช้ผลสรุปจากการวิจัยไปสู่ทางเลือกของการแก้ไขปัญหา
2) การวิจัยเพื่อสร้างทางเลือกของท้องถิ่น
เป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นรูปแบบใหม่ที่พัฒนามาจากแบบแรกเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ
และสอดคล้องกับศักยภาพของท้องถิ่นและกลุ่มคนซึ่งมีหลากหลายระดับ
หรือเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม
เป็นการเริ่มต้นทดลองทำงานวิจัยอย่างง่ายๆ
โดยใช้ระยะเวลาดำเนินไม่มากนักประมาณ
3 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี งานวิจัยแบบนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเพื่อใช้กระบวนการพัฒนาโจทย์วิจัยและการถอดความรู้จากการทำงานพัฒนาของชุมชน
รวมถึงการเตรียมชุมชน เตรียมทีมวิจัยชาวบ้าน
และนำไปสู่การวางแผนและแก้ปัญหาในเบื้องต้น
แนวทางการขยายผลงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
จึงมีแนวทางการเชื่อมโยงฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่ภาค/ส่วนต่างๆ
ดังนี้
- สถาบันการศึกษา โดยการพัฒนาระบบการบริหารจัดการงานวิจัย
การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เป็นฐานบริการวิชาการแก่ชุมชนท้องถิ่น
รวมทั้งเป็นสถาบันทางสังคมที่เอื้อประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง
- องค์กรภาครัฐ/หน่วยงานราชการ การขยายผลดำเนินการโดยเน้นการสนับสนุนเครื่องมือ
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เพื่อร่วมดำเนินงานและโครงการที่หน่วยราชการได้ปฏิบัติในชุมชนท้องถิ่นที่มีชาวบ้านเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน
และมีจุดเน้นที่มุ่งให้เกิดการแก้ปัญหา
การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามขีดความรับผิดชอบตาม
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ.2542 ดังนั้น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
จึงเป็นเครื่องมือทำงานที่สำคัญในการบริหารงาน
และจัดการระบบบริการสาธารณะตามมาตรา
16 ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรกิจการสาธารณะ
มีบทบาทเป็นกลไกการเชื่อมโยงเครือข่ายของชุมชนในการเข้าร่วมทำงาน
ร่วมสัมมนา ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน และเครื่องมือ
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ถือว่าเป็นการวางรากฐานการทำงาน
การเชื่อมโยงให้พหุภาคี และองค์กรท้องถิ่นได้ร่วมทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น
|