|
การร่วมประเมินสถานการณ์ (Participatory Rapid Appraisal, PRA)
ได้พัฒนามาจาก RRA (Rapid Rural Appraisal) โดย RRA เป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา
เข้ามาเก็บข้อมูลพร้อมกันในหมู่บ้าน และนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกันในตอนเย็นทุกวัน
การเก็บข้อมูลแบบ RRA มีข้อดีคือ ใช้เวลาน้อย แต่มีข้อเสียคือ
เป็นการเก็บข้อมูลโดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม จึงได้พัฒนามาเป็น
PRA โดยเปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์/ประเมินสถานการณ์
แทนการให้ข้อมูลอย่างเดียว ในการวิจัยภาคสนาม PRA จึงเป็นงานชิ้นแรกที่ควรทำ
เพราะเหมาะสำหรับการศึกษา สภาพชุมชน โดยเฉพาะลักษณะทางกายภาพ
เช่น ดูว่าใครปลูกอะไร ใครถือครองที่ดินเท่าใด หรือลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจเช่น
มีปัญหาอะไร มีการเชื่อมโยงกับเหตุปัจจัยอย่างไร ใครเป็นผู้มีบทบาทในการแก้ปัญหาของชุมชน
เป็นต้น
Participatory Mapping
ทำโดยการใช้วิธี Transects Walk นักวิจัยเดินเข้าไปในชุมชนพร้อมกับคนในชุมชนนั้นเห็นอะไรก็ตาม
เหมือนกับการเอาหวีเข้าไปสางชุมชน ดังนั้นจึงต้องอาศัยนักวิจัยหลายคนร่วมกันกับคนในพื้นที่
โดยมีจุดประสงค์เพื่อสำรวจทรัพยากรของชุมชนว่ามีอะไรอยู่บ้าง
และอยู่ที่ไหน เช่น บ้าน ร้านค้า โรงเรียน วัด ฯลฯ แล้วทำ Participatory
Mapping ลงสีเมจิคระบุสถานที่ และทรัพยากรของชุมชนโดยให้ชาวบ้านเป็นผู้กำหนด
ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มองเห็นลักษณะทางกายภาพ , จุดวิกฤติ เช่น
บ้านที่มีคนป่วย ฯลฯ ทำให้เห็นภาพกลุ่มเป้าหมายที่จะทำงานในอนาคต
, กลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาของคนในชุมชนควรเป็นอย่างไร ควรดึงใครมาเกี่ยวข้อง
ฯลฯ ผลที่ได้จากการทำ Mapping มักจะปรากฏผลตามสิ่งที่ชาวบ้านในชุมชนเห็นว่าสำคัญสำหรับตน
การทำ Mapping นี้จะทำได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการทำงาน
ประโยชน์ของการทำ Mapping
1. ตอบคำถามว่า ชุมชนมีลักษณะทางกายภาพอย่างไร
2. เป็นการเตรียมความพร้อมของกลุ่มและตัวเราก่อนคุยกัน (นอกจากทำแผนที่แล้ว
เราจะต้องมีข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ เช่น ข้อมูลจาก จปฐ. ,
กชช2ค)
อย่างไรก็ตาม การเลือกกลุ่มเพื่อทำ Mapping ไม่มีเกณฑ์ตายตัว
อาจเป็นกลุ่มคนที่มีประเภทเดียวกัน (homogeneous) หรืออาจเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย
(heterogeneous group) อย่างไรก็ตาม การเลือกกลุ่มควรคำนึงถึงเพศด้วย
เพราะผู้ชายและผู้หญิงมีมุมมองที่ต่างกัน นอกจากนี้ควรระวังไม่ให้ผู้นำชุมชนเข้ามาร่วมหรือนำเรา
สำหรับจำนวนคนที่จะให้ร่วมทำ Mapping ควรใช้ประมาณ 7-12 คน
Pie Diagrams
การทำแผนภูมิเพื่อแยกแยะองค์ประกอบขององค์รวม ชี้ให้เห็นสัดส่วนในเรื่องต่างๆ
ที่ต้องการจะศึกษา เช่น รายได้จากแหล่งต่างๆ ค่าใช้จ่ายแยกต่างหมวด
ลักษณะการใช้น้ำ หรือสัดส่วนประชากรวัยต่างๆจากประชากรทั้งหมด
Pie Diagrams หรือเรียกอีกอย่างว่า Trend Line การทำเส้นแนวโน้มเพื่อศึกษาในเรื่องที่เราสนใจ
Seasonality Diagramming
การทำแผนภูมิว่าด้วยฤดูกาล จุดมุ่งหมาย เพื่อให้ชุมชนเข้าใจวงจรชีวิตของตน
รู้ความเคลื่อนไหวในชุมชนของตน และในแต่ละช่วงเวลา ชุมชนต้องการอะไรเป็นพิเศษบ้าง
ซึ่งเดือนที่สำคัญของชุมชนอาจไม่เริ่มด้วยเดือนมกราคมตามปฏิทิน
แต่จะเริ่มตามเดือนที่ชุมชนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับเขา ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่
เดือนที่ฝนเริ่มตก แล้วไล่ไปจนครบ 12 เดือน Seasonality Diagramming
จะใช้ได้ดีกับตัวชี้วัดด้านการทำมาหากิน (เศรษฐกิจ) และโรคภัยไข้เจ็บ
(สุขภาพ อนามัยและสาธารณสุข)
ประโยชน์ของ Seasonality Diagramming คือทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเดือนไหนควรจะทำอะไร
เป็นการบอกให้ชาวบ้านเกิดกระบวนการการเรียนรู้และรู้จักการวางแผนเพื่อแก้ไขเช่น
เดือนไหนต้องการแรงงานเพิ่ม เดือนไหนควรหาอาชีพเสริม ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในด้านการศึกษาในเรื่องของหลักสูตรท้องถิ่นได้
เช่น การทำไม้กวาดดอกหญ้า ต้องทำช่วงไหนของฤดูกาล เป็นการชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดกับชุมชน
เช่น ฤดูน้ำแล้ง ช่วงคนอพยพเข้า-ออก
|