(2) หมวดค่าจ้าง
1. จ้างทำงานทั้งเต็มเวลา (Full- time) และนอกเวลา (Part-time)
ในลักษณะรายวันหรือ รายเดือนก็ได้ โดยค่าจ้างแตกต่างจากค่าใช้สอยตรงที่ค่าจ้างจะจ่ายโดยใช้เวลาเป็นฐาน
(Time-based) ส่วนค่าใช้สอยนั้นจ่ายโดยใช้ชิ้นงานเป็นฐาน (Task-based)
คือ เหมาจ่ายเป็นชิ้นงานเมื่อทำเสร็จ โดยไม่คำนึงถึงว่างานนั้นเสร็จเร็วหรือช้ากว่าที่ประมาณการ
2. อัตราค่าจ้างเริ่มต้นต้องไม่เกินกว่าที่ระบุในเอกสารโครงการ
นอกจากจะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่น เช่น ในกรณีที่ลูกจ้างมีประสบการณ์การทำงานตรงกับงานที่จะทำในโครงการ
ให้นำจำนวนปีที่มีประสบการณ์มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้น
ทั้งนี้ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของหัวหน้าโครงการแต่ละโครงการด้วย
และในส่วนของสัญญาจ้างอาจใช้รูปแบบสัญญาลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยราชการได้
โดยจ้างครั้งละ 1 ปี และให้ถือว่าเป็น ลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานต้นสังกัด
(โดยขอให้มีคำสั่งอนุมัติการจ้าง จากหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัด)
เนื่องจากจะเป็นผลดีต่อการยอมรับเจ้าหน้าที่โครงการของหน่วยงานต้นสังกัด
และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานต้นสังกัดได้ รวมทั้งสามารถรับภาระงานบางอย่างจากหน่วยงานต้นสังกัดได้
เช่น การอยู่เวรยามเป็นครั้งคราว โดยทางโครงการสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมตามกฎหมายให้กับลูกจ้างได้
3. ในช่วงแรกของการจ้าง (3-6 เดือน) หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาใช้อัตราจ้างต่ำกว่าเกณฑ์เริ่มต้นก็ได้
และสามารถปรับอัตราจ้างให้สูงตามเกณฑ์ หากลูกจ้างสามารถทำงานได้ดี
และเป็นประโยชน์กับโครงการ ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการควรพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ปีละ
5-10% แต่ค่าจ้างโดยรวมของลูกจ้างทุกคนในโครงการควรมีอัตราเงินเดือนเพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน
6%
4. สำหรับนิสิต นักศึกษาที่ช่วยงานในโครงการ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ้างเป็นช่วง
ๆ ตามปริมาน หรือจ้างเป็นรายเดือนก็ได้ หากจ้างเป็นรายเดือนให้ใช้เกณฑ์ตามวุฒิขั้นสุดท้ายเป็นอัตราเงินเดือนเต็ม
คูณด้วยสัดส่วนของเวลาการจ้าง เช่น หนึ่งในสี่ หนึ่งในสาม หรือครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน
ส่วนนิสิต นักศึกษาที่ยังมีรายวิชาที่ยังเรียนอยู่ ไม่ควรคิดเวลาจ้างเกินครึ่งหนึ่งของเวลาเต็ม
ส่วนนักศึกษาที่เรียนครบรายวิชาแล้ว และอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว
สามารถจ้างในสัดส่วนเวลาที่สูงกว่านี้ได้
5. ค่าล่วงเวลาสำหรับลูกจ้างที่ทำงานนอกเวลาปกติ ให้หัวหน้าโครงการพิจารณาตามความเหมาะสม
6. ลูกจ้างในโครงการที่ได้รับค่าจ้างจาก สกว. ภาค มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนรายได้นั้นตามกฏหมาย
(3) หมวดค่าใช้สอย ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าใช้สอย
ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อบริการต่าง ๆ และค่า
ใช้จ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เช่น
1. ค่าเดินทาง
ก. ค่าพาหนะ จ่ายตามจริง และมีใบสำคัญตัวจริง เช่น กากตั๋วเครื่องบิน
ตั๋วรถทัวร์ เรือ หรือรถไฟไม่จ่ายค่าพาหนะในลักษณะ ตามสิทธิ
ต้องเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง หากไม่ได้เดินทางด้วยพาหนะชนิดนั้นก็ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าโดยสารชนิดนั้น
โดยหลักการ สกว. ภาค หากมีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จะเบิกจ่ายเป็นกิโลเมตร
3 บาท และรถจักรยานยนต์ กิโลเมตรละ 2 บาท(รวมค่าบำรุงรักษาและเสื่อมราคาแล้ว)
ตามระยะทางที่ปฏิบัติงาน หากเป็นการเดินทางโดยรถโดยสารจะจ่ายไปตามราคาตั๋วโดยสารที่จ่ายจริง
แต่ไม่ให้เกินราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดระหว่างจังหวัดนั้น
- ในกรณีเดินทางระหว่างจังหวัดเมื่อมีการเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบินแล้ว
เห็นว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด
(ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด) ให้เบิกจ่ายค่าเดินทางได้ไม่เกินค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด
แต่หากคิดเฉลี่ยค่าเดินทางเป็นรายบุคคลแล้ว การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวถูกกว่าให้เบิกจ่ายตามการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้
เช่น ลักษณะการเปรียบเทียบการเดินทางจากเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนไปกลับ
658 กม.
- เดินทางโดยรถยนต์ ส่วนตัว 658 กม. คูณ กิโลเมตรละ 3บาท
= 1,974 บาท
- เดินทางโดยเครื่องบิน (ชั้นประหยัด) =1,740 บาท
- หากเดินทาง เพียง 1คน สามารถเบิก ได้ ไม่เกินราคาตั๋วเครื่องบิน
1,740 บาท
- หากเดินทาง 2 คน : โดยรถยนต์เฉลี่ย 1,974 / 2 = 987 บาท
: โดยเครื่องบินต่อคน = 1,780 บาท
เบิกค่าเดินทางสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้
และในกรณีที่ต้องเดินทางต่อไปในพื้นที่
ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายระหว่างค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าเช่ารถ
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว สามารถเบิกค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้
แต่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลการเบิกจ่ายในเอกสารให้ ชัดเจน
- สำหรับการเดินทางระหว่างจังหวัดที่ไม่มีการเดินทางโดยเครื่องบิน
ทำให้ไม่มีข้อเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวกับตั๋วเครื่องบิน
และหากคำนวณจากระยะทางที่กรมทางหลวงกำหนด ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก
ทางโครงการสามารถเบิกจ่ายเป็นค่าน้ำมันที่จ่ายตามจริงได้
เช่น จากอุบลราชธานี ถึง บุรีรัมย์ ระยะทาง 538 กม. = 538
กม. X 3 บาท = 1,614 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น
คือ เติมน้ำมันเพียง 1,000 บาท ให้เบิกตามบิลน้ำมัน และบิลน้ำมัน
ต้องเป็นบิลที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ ต้องชี้แจงรายละเอียดไว้ใน
ใบสำคัญรับเงิน ที่เป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายด้วยว่า
หากเบิกจ่ายตามระยะทางกิโลเมตรสูงเกินกว่าที่จ่ายตามจริงมาก
- กรณีเดินทางโดยทางเท้า ให้สามารถเบิกเป็นค่าตอบแทนได้ในอัตราไม่เกินวันละ
100 บาท ทั้งนี้ จะต้องเป็นพื้นที่ห่างไกล ยานพาหนะเข้าไปไม่ถึง
และจำเป็นต้องเดินทางมาล่วงหน้า 1-2 วัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม
ของ สกว. สำนักงานภาค
- หากเป็นการเดินทางโดยเรือให้สามารถเบิกได้เช่นเดียวกับการเดินทางรถโดยสาร
หรือ รถเช่า
- การเดินทางโดยการเช่ารถ จะทำได้ในกรณีที่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อคนแล้วว่าอัตราใช้จ่ายโดยการเช่ารถ
ถูกกว่า และเป็นพื้นที่เฉพาะที่รถโดยสารเข้าไม่ถึง เช่น
การเดินทางในเขตภูเขาสูง ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น
สามารถเช่ารถได้ตามความเหมาะสมของสถานที่นั้น ๆ (เบิกได้ทั้งค่าเช่ารถและค่าน้ำมันตามใบเสร็จรับเงินที่จ่ายจริง)
- เบิกได้จากการเช่าเหมารถ คือ เป็นการเช่ารถที่ตกลงกับบริษัทรถเช่าโดยรวมค่าน้ำมันเรียบร้อยแล้ว
ข. การวินิจฉัยว่าผู้ใดมีสิทธิเดินทางโดยเครื่องบิน รถไฟปรับอากาศ
รถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ และจะเบิกจ่ายอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ ให้อยู่ภายใต้หลักการ
ประหยัดและจำเป็น และภายในกรอบงบประมาณที่มีอยู่
2. ค่าที่พัก
ในกรณีที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่ที่จำเป็นต้องค้างคืน หากผู้ร่วมโครงการไปพักบ้านญาติ
บ้านเพื่อน ฯลฯ จะเบิกค่าที่พักไม่ได้ แต่จะเบิกค่าใช้จ่ายอื่น
ๆ เพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์ เช่น หากที่พักอยู่ห่างไกลก็เบิกค่าพาหนะเพิ่มเป็นพิเศษ
เป็นต้น การพักในโรงแรมต่างจังหวัดสามารถเบิกจ่ายค่าที่พักได้ตามจริง
แต่ต้องไม่เกิน 1,200 บาท ต่อวัน โดยมีเอกสารการเบิกจ่าย คือ
รายการแสดงการเข้าพัก (FOLIO) และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง หรือ
ในกรณีปฏิบัติงานในชุมชนต้องพักค้างคืนตามบ้าน จำเป็นต้องจ่ายเงินให้เจ้าบ้าน
ค่าที่พักไม่ควรเกิน 300 บาทต่อวัน โดยให้เจ้าของบ้านที่เข้าพักลงนามในใบสำคัญรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย
หรืออาจจะจ่ายเป็นค่าตอบแทนอย่างอื่นให้เจ้าบ้าน หรือเป็นค่าบำรุงวัดในกรณีที่ค้างคืนในวัด
1. ค่าอาหาร กรณีทำงานในพื้นที่ หรือชุมชน
และมีการจัดเวที ที่มีการเลี้ยงอาหารแก่ผู้เข้าร่วมประชุมควรจะปรับหลักเกณฑ์ตามสถานการณ์ให้เหมาะสมกับความเป็นจริง
ดังเช่น
- กรณีที่เป็นการจัดเวทีเล็ก ๆ ในชุมชน และมีจำนวนคนไม่เกิน
20 คน ไม่ควรจ้างเหมาทำ อาหาร ควรจัดซื้อเป็นอาหารกล่องจะเหมาะสมกว่า
- กรณีที่ชุมชนเป็นพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกในการจัดซื้ออาหารสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม
สามารถจ้างชาวบ้านให้ทำอาหารได้แต่ไม่ควรเกิน 50 บาท/คน/มื้อ
(หรือเหมารวม) ในส่วนเอกสารการเงินให้ผู้รับจ้างทำอาหารกรอกเอกสารพร้อมลงนามในใบสำคัญรับเงินเป็นค่าจ้างแม่บ้านทำอาหาร
และแนบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมไว้ด้วย
- ถ้ามีการเลี้ยงอาหารในการประชุมแต่ละครั้งแล้ว บุคคลในทีมวิจัยและนอกทีมวิจัยจะไม่
สามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้อีก เนื่องจากความหมายของค่าเบี้ยเลี้ยง
คือ ค่าอาหารในระหว่างปฏิบัติงาน
2. ค่าเบี้ยเลี้ยง เบิกได้ตามอัตราของ สกว.
ภาค โดยหัวหน้าโครงการพิจารณาตามสถานการณ์และความเป็นจริงของการปฏิบัติงานว่าสมควรจะเบิกจ่ายให้หรือไม่
เท่าไหร่ โดยไม่ควรยึดติดกับระเบียบราชการเพียงอย่างเดียว
เช่น หากมีการเดินทางออกนอกเขตจังหวัด หรือออกนอกสถานที่เกิน
12 ชั่วโมงสามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้
3. ค่าจ้างในลักษณะที่เป็นงานเหมาต่อชิ้นงาน
เช่น ค่าจ้างวิเคราะห์ตัวอย่าง ค่าจ้างจัดทำอุปกรณ์หรือซ่อมแซมอุปกรณ์
ค่าจ้างทำเอกสาร ค่าจ้างเหมาเตรียมดิน ค่าโฆษณาและเผยแพร่
ค่าลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ ค่าจ้างบรรทุกของ ค่าเช่ารถ ค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร
ฯลฯ ซึ่งค่าจ้างเหมาบริการเช่นนี้ต้องมีผู้ตรวจรับงานก่อนจ่ายเงิน
ซึ่งโดยปกติจะเป็นหัวหน้า โครงการลงนามตรวจรับงานในใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงิน
4. ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ จ่ายเพื่อทำประกันอุบัติเหตุให้ผู้ประสานงาน
ที่ปรึกษา หัวหน้า โครงการ นักวิจัยในโครงการ ผู้ช่วยวิจัย
คนขับรถ ที่มีหน้าที่ออกปฏิบัติงานสนามประจำ หรือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติงานวิจัย
ซึ่งปัจจุบันค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุนี้ยังไม่รวมถึง นักศึกษาที่ร่วมทำงานในโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิทยานิพนธ์
(เบี้ยประกันไม่เกิน 2,500 บาทต่อคนต่อปี)
5. ค่าสมาชิกวารสารวิชาการ ค่าสมาชิกในสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานในโครงการ
และค่าสมาชิกอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น
6. ค่าจัดทำเอกสารรายงาน ได้แก่ ค่าถ่ายเอกสาร
ค่าเข้าเล่ม ค่าจัดทำรายงาน เป็นต้น
7. ค่าใช้จ่ายอื่นในส่วนอื่น ๆ ที่สามารถเบิกจ่ายได้ในส่วนที่ใช้ในโครงการวิจัยโดยแบ่งตามสัดส่วนที่ใช้ในงานของ
สกว. ภาค เท่านั้น เช่น
- ค่าบำรุงสถานที่ทำงาน กรณีศูนย์ประสานงานใช้สถานที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น
ๆ หากมีค่าใช้จ่ายส่วนของค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เบิกจ่ายได้ตามที่ระบุในสัญญา
หากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างนี้ให้ทำหนังสือถึง หัวหน้าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
สำนักงานภาค เพื่อขออนุมัติจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว
- ค่าโทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์สามารถเบิกได้ตามจริงที่ใช้ในงานของโครงการ
หากเป็นโทรศัพท์ที่บ้าน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัว ระบบ
วัน ทู คอลหรือ ดีพร้อมท์ (ONE TO CALL / DPROMT) สำหรับระบบที่ไม่แสดงหมายเลขโทรออกไม่สามารถตรวจสอบได้
สามารถทำได้โดยการกรอกรายละเอียดหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรออกว่าติดต่อไปเบอร์ไหนบ้างลงในใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย
- ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นนอกเหนือจากสัญญาและเป็น
ค่าใช้จ่ายไม่สอดคล้องกับโครงการวิจัย สกว. ภาค จะไม่รับผิดชอบงบประมาณในส่วนนั้น
กล่าวคือไม่ยอมรับรายงานการเงินที่รวมค่าใช้จ่ายส่วนนั้นอยู่
รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ระบุในสัญญาเท่านั้น
หากเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการดำเนินงาน ถือว่าอยู่นอกเหนือข้อตกลงทั้งสองฝ่าย
ยกเว้นได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
(4) หมวดค่าวัสดุ
ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าวัสดุ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของที่สิ้นเปลือง
เปลี่ยนสภาพ หรือหมดสภาพในเวลาสั้น (เกณฑ์ที่นำมาใช้ในการพิจารณาถึงลักษณะของวัสดุ
คือ 1. วัสดุดังกล่าวมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 บาท 2. ระยะเวลาในการใช้งานวัสดุนั้นไม่เกิน
1 ปี เป็นต้นไป) ตัวอย่างวัสดุสิ้นเปลือง เช่น เครื่องเขียน
กระดาษ แสตมป์ ฯลฯ หนังสือ วารสาร วัสดุ Computer เครื่องมือการทำงานอื่น
ๆ ซึ่งในการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน หากวัสดุประเภทใดที่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้ง
ควรจะซื้อเก็บไว้ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าโครงการ
(5) หมวดค่าครุภัณฑ์
1. การจัดซื้อครุภัณฑ์
ให้จัดซื้อตามรายการที่ระบุไว้ในสัญญาโครงการเท่านั้น (งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่สนับสนุนครุภัณฑ์ยกเว้นเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริง
ๆ) หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรายการครุภัณฑ์ ต้องหารือถึงความจำเป็นเพื่อขออนุมัติจาก
สกว. สำนักงานภาค ก่อน และควรซื้อเฉพาะรายการที่จำเป็นต้องใช้จริงในขณะนั้นเท่านั้น
รายการใดที่ยังไม่จำเป็น หรือยังไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้หรือไม่
หรือมีแนวโน้มว่าอาจจะได้มาจากแหล่งอื่น เช่น งบประมาณปกติ
(ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทราบหลังจากที่ได้เริ่มโครงการหรือทำงานในโครงการไประยะหนึ่งแล้ว)
ควรรอไว้ก่อน หากไม่จำเป็นต้องซื้อครุภัณฑ์รายการใด หรือสามารถซื้อครุภัณฑ์ได้ในราคาต่ำกว่าที่ประมาณการไว้
เงินที่เหลือจ่ายสามารถขออนุมัติสำหรับซื้อครุภัณฑ์อื่นที่จำเป็นแทนได้
หรือขออนุมัติโอนไปใช้ในหมวดอื่นก็ได้
2. วิธีการจัดซื้อครุภัณฑ์ จะเลือกใช้วิธีการใดก็ได้ที่รัดกุมและโปร่งใส
รวมทั้งอาจใช้สัญญาซื้อขายตามมาตรฐานที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบกับผู้ขาย
แต่เลือกใช้วิธีการที่คล่องตัวและรวดเร็ว และมีอำนาจการต่อรองสูง
เพื่อให้ได้ครุภัณฑ์ตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
3. ประเด็นสำคัญในการจัดซื้อครุภัณฑ์ (รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุและบริการอื่น
ๆ ด้วย) คือ ให้ได้สิ่งของที่มีคุณภาพสูง ในเวลาที่ต้องการ
และในราคาประหยัด (ราคานี้คิดรวมตลอดอายุการใช้งาน กล่าวคือรวมค่าบำรุงรักษาและอื่น
ๆ ด้วย อุปกรณ์ที่มีราคาเครื่องเริ่มต้นถูก แต่อะไหล่และวัสดุแพง
และใช้ได้ไม่ทนอาจไม่ถูกอย่างที่คาด) ในการจัดซื้อจัดจ้าง
จัดหาพัสดุ / ครุภัณฑ์ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ภายหลัง
(6) หมวดค่าใช้จ่ายอื่น
ค่าใช้จ่ายอื่น
หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นในงานโครงการโดยตรง แต่มีส่วนช่วยเสริมให้งานวิจัยมีคุณภาพดีขึ้น
หรือสร้างกำลังคน หรือทำให้เกิดความเข้มแข็งขององค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้
ซึ่งจะช่วยทำให้กิจกรรมวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยมีความยั่งยืนมากขึ้น
ซึ่ง งบประมาณหมวดค่าใช้จ่ายอื่นนี้จะเก็บไว้ที่ สกว. ภาค และจะจ่ายเป็นคราว
ๆ เมื่อโครงการมีความจำเป็นต้องใช้จ่าย
(7) หมวดค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับสถาบัน
ค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ เป็นเงินที่ สกว. ภาค จัดให้แก่หน่วยงานต้นสังกัด
เพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายโดยตรงของ โครงการ ไม่ได้หักจากงบประมาณของโครงการ
ซึ่งนักวิจัยไม่จำเป็นต้องตั้งไว้ในงบประมาณของโครงการ และหน่วยงานต้นสังกัดของโครงการจะต้องไม่หักเงินจากโครงการเข้าสถาบันเพิ่มเติมอีกไม่ว่ากรณีใด
ๆ
|