หน้าแรก | ข่าว | กิจกรรม | บทความ | หนังสือ | โครงการวิจัย | มัลติมีเดีย | เกี่ยวกับ | ติดต่อ  
 
   
 
  หน้าแรก
  จดหมายข่าว
  งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
  หนังสือ
  ติดต่อสอบถาม

 

RE งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องทิ่น : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย





   
 
เครื่องมือวิจัยท้องถิ่น
หมวดค่าจ้าง

(2) หมวดค่าจ้าง

1. จ้างทำงานทั้งเต็มเวลา (Full- time) และนอกเวลา (Part-time) ในลักษณะรายวันหรือ รายเดือนก็ได้ โดยค่าจ้างแตกต่างจากค่าใช้สอยตรงที่ค่าจ้างจะจ่ายโดยใช้เวลาเป็นฐาน (Time-based) ส่วนค่าใช้สอยนั้นจ่ายโดยใช้ชิ้นงานเป็นฐาน (Task-based) คือ เหมาจ่ายเป็นชิ้นงานเมื่อทำเสร็จ โดยไม่คำนึงถึงว่างานนั้นเสร็จเร็วหรือช้ากว่าที่ประมาณการ

2. อัตราค่าจ้างเริ่มต้นต้องไม่เกินกว่าที่ระบุในเอกสารโครงการ นอกจากจะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่น เช่น ในกรณีที่ลูกจ้างมีประสบการณ์การทำงานตรงกับงานที่จะทำในโครงการ ให้นำจำนวนปีที่มีประสบการณ์มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้น ทั้งนี้ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของหัวหน้าโครงการแต่ละโครงการด้วย และในส่วนของสัญญาจ้างอาจใช้รูปแบบสัญญาลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยราชการได้ โดยจ้างครั้งละ 1 ปี และให้ถือว่าเป็น ลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานต้นสังกัด (โดยขอให้มีคำสั่งอนุมัติการจ้าง จากหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัด) เนื่องจากจะเป็นผลดีต่อการยอมรับเจ้าหน้าที่โครงการของหน่วยงานต้นสังกัด และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานต้นสังกัดได้ รวมทั้งสามารถรับภาระงานบางอย่างจากหน่วยงานต้นสังกัดได้ เช่น การอยู่เวรยามเป็นครั้งคราว โดยทางโครงการสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมตามกฎหมายให้กับลูกจ้างได้

3. ในช่วงแรกของการจ้าง (3-6 เดือน) หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาใช้อัตราจ้างต่ำกว่าเกณฑ์เริ่มต้นก็ได้ และสามารถปรับอัตราจ้างให้สูงตามเกณฑ์ หากลูกจ้างสามารถทำงานได้ดี และเป็นประโยชน์กับโครงการ ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการควรพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ปีละ 5-10% แต่ค่าจ้างโดยรวมของลูกจ้างทุกคนในโครงการควรมีอัตราเงินเดือนเพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน 6%

4. สำหรับนิสิต นักศึกษาที่ช่วยงานในโครงการ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ้างเป็นช่วง ๆ ตามปริมาน หรือจ้างเป็นรายเดือนก็ได้ หากจ้างเป็นรายเดือนให้ใช้เกณฑ์ตามวุฒิขั้นสุดท้ายเป็นอัตราเงินเดือนเต็ม คูณด้วยสัดส่วนของเวลาการจ้าง เช่น หนึ่งในสี่ หนึ่งในสาม หรือครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ส่วนนิสิต นักศึกษาที่ยังมีรายวิชาที่ยังเรียนอยู่ ไม่ควรคิดเวลาจ้างเกินครึ่งหนึ่งของเวลาเต็ม ส่วนนักศึกษาที่เรียนครบรายวิชาแล้ว และอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว สามารถจ้างในสัดส่วนเวลาที่สูงกว่านี้ได้

5. ค่าล่วงเวลาสำหรับลูกจ้างที่ทำงานนอกเวลาปกติ ให้หัวหน้าโครงการพิจารณาตามความเหมาะสม

6. ลูกจ้างในโครงการที่ได้รับค่าจ้างจาก สกว. ภาค มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนรายได้นั้นตามกฏหมาย

(3) หมวดค่าใช้สอย ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าใช้สอย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อบริการต่าง ๆ และค่า

ใช้จ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เช่น

1. ค่าเดินทาง

ก. ค่าพาหนะ จ่ายตามจริง และมีใบสำคัญตัวจริง เช่น กากตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถทัวร์ เรือ หรือรถไฟไม่จ่ายค่าพาหนะในลักษณะ “ตามสิทธิ” ต้องเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง หากไม่ได้เดินทางด้วยพาหนะชนิดนั้นก็ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าโดยสารชนิดนั้น โดยหลักการ สกว. ภาค หากมีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จะเบิกจ่ายเป็นกิโลเมตร 3 บาท และรถจักรยานยนต์ กิโลเมตรละ 2 บาท(รวมค่าบำรุงรักษาและเสื่อมราคาแล้ว) ตามระยะทางที่ปฏิบัติงาน หากเป็นการเดินทางโดยรถโดยสารจะจ่ายไปตามราคาตั๋วโดยสารที่จ่ายจริง แต่ไม่ให้เกินราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดระหว่างจังหวัดนั้น

  • ในกรณีเดินทางระหว่างจังหวัดเมื่อมีการเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบินแล้ว เห็นว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด) ให้เบิกจ่ายค่าเดินทางได้ไม่เกินค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด แต่หากคิดเฉลี่ยค่าเดินทางเป็นรายบุคคลแล้ว การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวถูกกว่าให้เบิกจ่ายตามการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้ เช่น ลักษณะการเปรียบเทียบการเดินทางจากเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนไปกลับ 658 กม.
    - เดินทางโดยรถยนต์ ส่วนตัว 658 กม. คูณ กิโลเมตรละ 3บาท = 1,974 บาท
    - เดินทางโดยเครื่องบิน (ชั้นประหยัด) =1,740 บาท
    - หากเดินทาง เพียง 1คน สามารถเบิก ได้ ไม่เกินราคาตั๋วเครื่องบิน 1,740 บาท
    - หากเดินทาง 2 คน : โดยรถยนต์เฉลี่ย 1,974 / 2 = 987 บาท
    : โดยเครื่องบินต่อคน = 1,780 บาท

    เบิกค่าเดินทางสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้

          และในกรณีที่ต้องเดินทางต่อไปในพื้นที่ ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายระหว่างค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าเช่ารถ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว “สามารถเบิกค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้” แต่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลการเบิกจ่ายในเอกสารให้ “ชัดเจน”

  • สำหรับการเดินทางระหว่างจังหวัดที่ไม่มีการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้ไม่มีข้อเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวกับตั๋วเครื่องบิน และหากคำนวณจากระยะทางที่กรมทางหลวงกำหนด ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ทางโครงการสามารถเบิกจ่ายเป็นค่าน้ำมันที่จ่ายตามจริงได้ เช่น จากอุบลราชธานี ถึง บุรีรัมย์ ระยะทาง 538 กม. = 538 กม. X 3 บาท = 1,614 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น คือ เติมน้ำมันเพียง 1,000 บาท ให้เบิกตามบิลน้ำมัน และบิลน้ำมัน “ต้องเป็นบิลที่สมบูรณ์” ทั้งนี้ ต้องชี้แจงรายละเอียดไว้ใน “ใบสำคัญรับเงิน” ที่เป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายด้วยว่า “หากเบิกจ่ายตามระยะทางกิโลเมตรสูงเกินกว่าที่จ่ายตามจริงมาก”
  • กรณีเดินทางโดยทางเท้า ให้สามารถเบิกเป็นค่าตอบแทนได้ในอัตราไม่เกินวันละ 100 บาท ทั้งนี้ จะต้องเป็นพื้นที่ห่างไกล ยานพาหนะเข้าไปไม่ถึง และจำเป็นต้องเดินทางมาล่วงหน้า 1-2 วัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ของ สกว. สำนักงานภาค
  • หากเป็นการเดินทางโดยเรือให้สามารถเบิกได้เช่นเดียวกับการเดินทางรถโดยสาร หรือ รถเช่า
  • การเดินทางโดยการเช่ารถ จะทำได้ในกรณีที่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อคนแล้วว่าอัตราใช้จ่ายโดยการเช่ารถ “ถูกกว่า” และเป็นพื้นที่เฉพาะที่รถโดยสารเข้าไม่ถึง เช่น การเดินทางในเขตภูเขาสูง ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น สามารถเช่ารถได้ตามความเหมาะสมของสถานที่นั้น ๆ (เบิกได้ทั้งค่าเช่ารถและค่าน้ำมันตามใบเสร็จรับเงินที่จ่ายจริง)
  • เบิกได้จากการเช่าเหมารถ คือ เป็นการเช่ารถที่ตกลงกับบริษัทรถเช่าโดยรวมค่าน้ำมันเรียบร้อยแล้ว

ข. การวินิจฉัยว่าผู้ใดมีสิทธิเดินทางโดยเครื่องบิน รถไฟปรับอากาศ รถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ และจะเบิกจ่ายอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ ให้อยู่ภายใต้หลักการ “ประหยัดและจำเป็น” และภายในกรอบงบประมาณที่มีอยู่

2. ค่าที่พัก
           ในกรณีที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่ที่จำเป็นต้องค้างคืน หากผู้ร่วมโครงการไปพักบ้านญาติ บ้านเพื่อน ฯลฯ จะเบิกค่าที่พักไม่ได้ แต่จะเบิกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์ เช่น หากที่พักอยู่ห่างไกลก็เบิกค่าพาหนะเพิ่มเป็นพิเศษ เป็นต้น การพักในโรงแรมต่างจังหวัดสามารถเบิกจ่ายค่าที่พักได้ตามจริง “แต่ต้องไม่เกิน 1,200 บาท ต่อวัน” โดยมีเอกสารการเบิกจ่าย คือ รายการแสดงการเข้าพัก (FOLIO) และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง หรือ ในกรณีปฏิบัติงานในชุมชนต้องพักค้างคืนตามบ้าน จำเป็นต้องจ่ายเงินให้เจ้าบ้าน ค่าที่พักไม่ควรเกิน 300 บาทต่อวัน โดยให้เจ้าของบ้านที่เข้าพักลงนามในใบสำคัญรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย หรืออาจจะจ่ายเป็นค่าตอบแทนอย่างอื่นให้เจ้าบ้าน หรือเป็นค่าบำรุงวัดในกรณีที่ค้างคืนในวัด

1. ค่าอาหาร กรณีทำงานในพื้นที่ หรือชุมชน และมีการจัดเวที ที่มีการเลี้ยงอาหารแก่ผู้เข้าร่วมประชุมควรจะปรับหลักเกณฑ์ตามสถานการณ์ให้เหมาะสมกับความเป็นจริง ดังเช่น

  • กรณีที่เป็นการจัดเวทีเล็ก ๆ ในชุมชน และมีจำนวนคนไม่เกิน 20 คน ไม่ควรจ้างเหมาทำ อาหาร ควรจัดซื้อเป็นอาหารกล่องจะเหมาะสมกว่า
  • กรณีที่ชุมชนเป็นพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกในการจัดซื้ออาหารสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม สามารถจ้างชาวบ้านให้ทำอาหารได้แต่ไม่ควรเกิน 50 บาท/คน/มื้อ (หรือเหมารวม) ในส่วนเอกสารการเงินให้ผู้รับจ้างทำอาหารกรอกเอกสารพร้อมลงนามในใบสำคัญรับเงินเป็นค่าจ้างแม่บ้านทำอาหาร และแนบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมไว้ด้วย
  • ถ้ามีการเลี้ยงอาหารในการประชุมแต่ละครั้งแล้ว บุคคลในทีมวิจัยและนอกทีมวิจัยจะไม่ สามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้อีก เนื่องจากความหมายของค่าเบี้ยเลี้ยง คือ ค่าอาหารในระหว่างปฏิบัติงาน

2. ค่าเบี้ยเลี้ยง เบิกได้ตามอัตราของ สกว. ภาค โดยหัวหน้าโครงการพิจารณาตามสถานการณ์และความเป็นจริงของการปฏิบัติงานว่าสมควรจะเบิกจ่ายให้หรือไม่ เท่าไหร่ โดยไม่ควรยึดติดกับระเบียบราชการเพียงอย่างเดียว เช่น หากมีการเดินทางออกนอกเขตจังหวัด หรือออกนอกสถานที่เกิน 12 ชั่วโมงสามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้

3. ค่าจ้างในลักษณะที่เป็นงานเหมาต่อชิ้นงาน เช่น ค่าจ้างวิเคราะห์ตัวอย่าง ค่าจ้างจัดทำอุปกรณ์หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ ค่าจ้างทำเอกสาร ค่าจ้างเหมาเตรียมดิน ค่าโฆษณาและเผยแพร่ ค่าลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ ค่าจ้างบรรทุกของ ค่าเช่ารถ ค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ซึ่งค่าจ้างเหมาบริการเช่นนี้ต้องมีผู้ตรวจรับงานก่อนจ่ายเงิน ซึ่งโดยปกติจะเป็นหัวหน้า โครงการลงนามตรวจรับงานในใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงิน

4. ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ จ่ายเพื่อทำประกันอุบัติเหตุให้ผู้ประสานงาน ที่ปรึกษา หัวหน้า โครงการ นักวิจัยในโครงการ ผู้ช่วยวิจัย คนขับรถ ที่มีหน้าที่ออกปฏิบัติงานสนามประจำ หรือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติงานวิจัย ซึ่งปัจจุบันค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุนี้ยังไม่รวมถึง นักศึกษาที่ร่วมทำงานในโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิทยานิพนธ์ (เบี้ยประกันไม่เกิน 2,500 บาทต่อคนต่อปี)

5. ค่าสมาชิกวารสารวิชาการ ค่าสมาชิกในสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานในโครงการ และค่าสมาชิกอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น

6. ค่าจัดทำเอกสารรายงาน ได้แก่ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าเข้าเล่ม ค่าจัดทำรายงาน เป็นต้น

7. ค่าใช้จ่ายอื่นในส่วนอื่น ๆ ที่สามารถเบิกจ่ายได้ในส่วนที่ใช้ในโครงการวิจัยโดยแบ่งตามสัดส่วนที่ใช้ในงานของ สกว. ภาค เท่านั้น เช่น

  • ค่าบำรุงสถานที่ทำงาน กรณีศูนย์ประสานงานใช้สถานที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ หากมีค่าใช้จ่ายส่วนของค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เบิกจ่ายได้ตามที่ระบุในสัญญา หากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างนี้ให้ทำหนังสือถึง หัวหน้าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค เพื่อขออนุมัติจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว
  • ค่าโทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์สามารถเบิกได้ตามจริงที่ใช้ในงานของโครงการ หากเป็นโทรศัพท์ที่บ้าน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัว ระบบ วัน ทู คอลหรือ ดีพร้อมท์ (ONE TO CALL / DPROMT) สำหรับระบบที่ไม่แสดงหมายเลขโทรออกไม่สามารถตรวจสอบได้ สามารถทำได้โดยการกรอกรายละเอียดหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรออกว่าติดต่อไปเบอร์ไหนบ้างลงในใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นนอกเหนือจากสัญญาและเป็น ค่าใช้จ่ายไม่สอดคล้องกับโครงการวิจัย สกว. ภาค จะไม่รับผิดชอบงบประมาณในส่วนนั้น กล่าวคือไม่ยอมรับรายงานการเงินที่รวมค่าใช้จ่ายส่วนนั้นอยู่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ระบุในสัญญาเท่านั้น หากเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการดำเนินงาน ถือว่าอยู่นอกเหนือข้อตกลงทั้งสองฝ่าย ยกเว้นได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

(4) หมวดค่าวัสด
           ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าวัสดุ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของที่สิ้นเปลือง เปลี่ยนสภาพ หรือหมดสภาพในเวลาสั้น (เกณฑ์ที่นำมาใช้ในการพิจารณาถึงลักษณะของวัสดุ คือ 1. วัสดุดังกล่าวมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 บาท 2. ระยะเวลาในการใช้งานวัสดุนั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นต้นไป) ตัวอย่างวัสดุสิ้นเปลือง เช่น เครื่องเขียน กระดาษ แสตมป์ ฯลฯ หนังสือ วารสาร วัสดุ Computer เครื่องมือการทำงานอื่น ๆ ซึ่งในการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน หากวัสดุประเภทใดที่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้ง ควรจะซื้อเก็บไว้ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าโครงการ

(5) หมวดค่าครุภัณฑ์

1. การจัดซื้อครุภัณฑ์ ให้จัดซื้อตามรายการที่ระบุไว้ในสัญญาโครงการเท่านั้น (งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่สนับสนุนครุภัณฑ์ยกเว้นเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริง ๆ) หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรายการครุภัณฑ์ ต้องหารือถึงความจำเป็นเพื่อขออนุมัติจาก สกว. สำนักงานภาค ก่อน และควรซื้อเฉพาะรายการที่จำเป็นต้องใช้จริงในขณะนั้นเท่านั้น รายการใดที่ยังไม่จำเป็น หรือยังไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้หรือไม่ หรือมีแนวโน้มว่าอาจจะได้มาจากแหล่งอื่น เช่น งบประมาณปกติ (ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทราบหลังจากที่ได้เริ่มโครงการหรือทำงานในโครงการไประยะหนึ่งแล้ว) ควรรอไว้ก่อน หากไม่จำเป็นต้องซื้อครุภัณฑ์รายการใด หรือสามารถซื้อครุภัณฑ์ได้ในราคาต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ เงินที่เหลือจ่ายสามารถขออนุมัติสำหรับซื้อครุภัณฑ์อื่นที่จำเป็นแทนได้ หรือขออนุมัติโอนไปใช้ในหมวดอื่นก็ได้

2. วิธีการจัดซื้อครุภัณฑ์ จะเลือกใช้วิธีการใดก็ได้ที่รัดกุมและโปร่งใส รวมทั้งอาจใช้สัญญาซื้อขายตามมาตรฐานที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบกับผู้ขาย แต่เลือกใช้วิธีการที่คล่องตัวและรวดเร็ว และมีอำนาจการต่อรองสูง เพื่อให้ได้ครุภัณฑ์ตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว

3. ประเด็นสำคัญในการจัดซื้อครุภัณฑ์ (รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุและบริการอื่น ๆ ด้วย) คือ ให้ได้สิ่งของที่มีคุณภาพสูง ในเวลาที่ต้องการ และในราคาประหยัด (ราคานี้คิดรวมตลอดอายุการใช้งาน กล่าวคือรวมค่าบำรุงรักษาและอื่น ๆ ด้วย อุปกรณ์ที่มีราคาเครื่องเริ่มต้นถูก แต่อะไหล่และวัสดุแพง และใช้ได้ไม่ทนอาจไม่ถูกอย่างที่คาด) ในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหาพัสดุ / ครุภัณฑ์ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ภายหลัง

(6) หมวดค่าใช้จ่ายอื่น
          ค่าใช้จ่ายอื่น หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นในงานโครงการโดยตรง แต่มีส่วนช่วยเสริมให้งานวิจัยมีคุณภาพดีขึ้น หรือสร้างกำลังคน หรือทำให้เกิดความเข้มแข็งขององค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยทำให้กิจกรรมวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่ง งบประมาณหมวดค่าใช้จ่ายอื่นนี้จะเก็บไว้ที่ สกว. ภาค และจะจ่ายเป็นคราว ๆ เมื่อโครงการมีความจำเป็นต้องใช้จ่าย

(7) หมวดค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับสถาบัน
           ค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ เป็นเงินที่ สกว. ภาค จัดให้แก่หน่วยงานต้นสังกัด เพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายโดยตรงของ โครงการ ไม่ได้หักจากงบประมาณของโครงการ ซึ่งนักวิจัยไม่จำเป็นต้องตั้งไว้ในงบประมาณของโครงการ และหน่วยงานต้นสังกัดของโครงการจะต้องไม่หักเงินจากโครงการเข้าสถาบันเพิ่มเติมอีกไม่ว่ากรณีใด ๆ


กลับขึ้นข้างบน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

The Thailand Research Fund Regional Office
ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ (053) 944-648 ,(053) 218-250 ,(053)218-200 โทรสาร (053) 892-662 ต่อ 115
อีเมล์, info@vijai.org