การวางแผนและการบริหารงบประมาณเพื่อการสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ภายใต้งบประมาณอันจำกัดและการสร้างมาตรฐานงานวิจัย
ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและสังคมที่เม็ดเงินแห่งการพัฒนาประเทศมีจำนวนจำกัด
ดังนั้นแนวทางในการใช้เงินเพื่อพัฒนาจึงเน้นหลักการใช้อย่างประหยัดที่ไม่ให้เกิดความเดือนร้อน
ซึ่งในบางเรื่องอาจต้องใช้ร่วมกัน บางเรื่องอาจต้องหลอมรวมกัน
บางเรื่องอาจต้องลด ละ เลิก หากไม่มีความจำเป็น และบางเรื่องอาจต้องเพิ่มเติมหากมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ยึดหลักการดังกล่าวในการบริหารงานองค์กรและการบริหารงบประมาณที่มีอย่างจำกัดในการสร้างสรรรค์และพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อการพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศ
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นถูกยกระดับและพัฒนาขึ้นมาเมื่อปี
พ.ศ. 2541 และได้ถูกนำไปสนับสนุนให้มีโครงการวิจัยดำเนินการในระดับชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
โดยปัจจุบันมีโครงการวิจัยที่ สกว. สำนักงานภาค สนับสนุนไปแล้ว
ประมาณ 200 โครงการ การสนับสนุนโครงการวิจัยในช่วงที่ผ่านมาได้วางกรอบงบประมาณโครงการละไม่เกิน
300,000 บาท ดังนั้นงบประมาณของโครงการวิจัยส่วนใหญ่จึงอยู่ที่กรอบงบประมาณที่ได้ตั้งไว้
ไม่ว่าโครงการนั้นจะอยู่ในระดับใดก็ตาม หมายความว่าไม่ว่าจะเสนอโครงการวิจัยที่มีขอบเขตระดับหมู่บ้านเดียวหรือหลายหมู่บ้าน
ระดับกลุ่มเดียวหรือระดับเครือข่าย การศึกษาประเด็นง่าย ๆ หรือประเด็นที่มีความซับซ้อนหรือมีความเสี่ยง
และการใช้ระยะเวลาโครงการ 1 ปีหรือ 2 ปีก็ตาม หากทีมวิจัยเสนองบประมาณไม่เกินกรอบที่ตั้งไว้ในแง่การวางแผนและการใช้งบประมาณถือว่าโครงการผ่านแล้ว
50 % ที่เหลือเป็นการเช็คสัดส่วนงบประมาณ ความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายต่อกิจกรรมโครงการ
และถ้าหากประเด็นวิจัย คำถามวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยมีความชัดและเป็นไปได้จริงก็สามารถอนุมัติได้เลย
ปรากฏการณ์เช่นนี้ถือว่า สกว. ภาค ศูนย์ประสานงาน และทีมวิจัย
ให้ความสำคัญกับการอนุมัติโครงการภายใต้กรอบงบประมาณค่อนข้างมาก
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการวางแผนและการจัดการงบประมาณน่าจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของการวิจัยและประเด็นศึกษามากกว่ากรอบงบประมาณที่ตั้งไว้
การใช้กรอบงบประมาณในการสนับสนุนโครงการวิจัยเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในแง่การจัดการ
การดูแลโครงการ และการควบคุมตรวจสอบ แต่ในแง่การพัฒนาคุณภาพงานวิจัยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถระบุความแตกต่างของตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการวิจัยต่อการใช้งบประมาณที่แตกต่างกันได้ชัดเจนหรือบอกไม่ได้ว่าโครงการไหนเข้มแข็งที่สุดหรืออ่อนแอที่สุด
เนื่องจากตัวชี้วัดมีหลายระดับมีหลายปัจจัยและงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ไม่สามารถชี้ชัดความสำเร็จของโครงการวิจัยภายใต้ระยะเวลาดำเนินโครงการได้ทั้งหมดซึ่งต้องศึกษาผลกระทบในระยะต่อไปด้วย
จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงการวิจัยด้วยกันเอง
ดังนั้นจึงมักมีคำถามเสมอว่า ทำไมโครงการวิจัยที่ทำหนึ่งหมู่บ้านกับโครงการวิจัยที่ทำหนึ่งตำบลได้รับเงินสนับสนุนเท่ากัน
ซึ่งแปลว่า การทำโครงการวิจัย 1 หมู่บ้านได้เปรียบกว่าการทำโครงการวิจัย
1 ตำบล เพราะทำง่ายกว่า และสบายกว่า ในแง่การดำเนินการและการจัดการใช่หรือไม่
เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหาคำตอบร่วมกัน
การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
แต่ในขณะที่ สกว. สำนักงานภาคยังไม่มีกรอบในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณต่อโครงการวิจัยแต่ละระดับที่ชัดเจน
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาแนวทางในการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณต่อโครงการวิจัย
ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นประเด็นเพื่อพิจารณาเพื่อนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์
ในการปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้
- ขอบเขตพื้นที่ โดยธรรมชาติแล้วการใช้งบประมาณในการสร้างงานวิจัยในพื้นที่ที่กว้างขวางย่อมใช้งบประมาณมากกว่าพื้นที่ที่แคบกว่า
ซึ่งความเป็นจริงแล้วหมู่บ้านหนึ่ง ๆ สามารถจัดกิจกรรมที่เป็นทางการได้ไม่เกิน
3 ครั้งต่อเดือน เนื่องจากชาวบ้านมีงานหลายด้าน มีเรื่องให้คิดให้ทำหลายเรื่อง
ยิ่งเป็นช่วงฤดูกาลผลิตยิ่งไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใด ๆ ได้เลย
ยกเว้นกิจกรรมการสอบถาม สัมภาษณ์ และแลกเปลี่ยนพูดคุยวงเล็ก
ๆ ในเวลาที่จำกัด และกิจกรรมตามกรอบประเพณีท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นต้องทำอยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก ดังนั้น การดูขอบเขตพื้นที่ของโครงการวิจัยมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการกำหนดกิจกรรมวิจัยในรอบเดือน
และกิจกรรมจะเป็นตัวกำหนดงบประมาณโครงการวิจัย
- กลุ่มคนเป้าหมาย โครงการวิจัยที่มีกลุ่มคนเป้าหมายจำนวนมากย่อมต้องใช้งบประมาณมากกว่าโครงการที่มีกลุ่มคนเป้าหมายน้อยกว่า
ทั้งงบประมาณบริหารโครงการและงบประมาณกิจกรรมโครงการ ดังนั้น
โครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่าย่อมสามารถดำเนินกิจกรรมที่ซ้ำซ้อนได้มากกว่าโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว
กล่าวคือทำกิจกรรมเดียวแต่ทำหลายครั้ง ดังนั้น จำนวนกลุ่มเป้าหมายมีผลต่อการกำหนดจำนวนครั้งของกิจกรรมและงบประมาณโครงการวิจัย
- ขนาดของกิจกรรมและความเป็นไปได้ของกิจกรรม กิจกรรมวิจัยไม่ใช่กิจกรรมที่หวังผลแบบหว่านแหและเน้นคนเข้าร่วมแต่ละกิจกรรมจำนวนมาก
ในขณะที่กิจกรรมวิจัยเน้นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มผู้นำที่สามารถร่วมสร้างความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นเป็นหลักเพื่อทดลองทดสอบความเป็นไปได้
ดังนั้นการกำหนดจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งควรมีเป้าหมายมีทิศทาง
ไม่ใช่ใครเข้ามาร่วมก็ได้ จำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมจึงไม่มากนักไม่ว่าการจัดกิจกรรมการฝึกอบรม
การสัมมนา ประชุมกลุ่มย่อย และการศึกษาดูงาน ซึ่งจะทำให้การใช้งบประมาณเกิดขึ้นอย่างประหยัดและคุ้มค่ากว่า
- ประเด็นศึกษา ปัญหาท้องถิ่นและการออกแบบวิธีการวิจัย โดยทั่วไปแล้วปัญหาท้องถิ่นจะเป็นตัวกำหนดประเด็นศึกษา
ประเด็นศึกษา จะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมวิจัยและกลุ่มคนเข้าร่วม
ดังนั้น ควรพิจารณาว่า สภาพปัญหาอย่างนี้จะต้องศึกษาประเด็นอย่างนี้จึงจะทำให้การนำความรู้จากการศึกษาไปผลักดันการแก้ปัญหาได้
และประเด็นศึกษาอย่างนี้ใช้กิจกรรมวิจัยแบบนี้จึงจะได้องค์ความรู้ออกมา
แล้วจึงพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณที่สอดคล้องกันด้วย
- บริบทชุมชนและสภาพทางภูมิศาสตร์ จะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการในแต่ละเรื่อง
ความเข้มข้นของการใช้งบประมาณแต่ละส่วนแต่ละกิจกรรม กล่าวคือ
โครงการวิจัยที่ดำเนินการในสภาพชุมชนที่เป็นชนบทห่างไกลหรือเป็นถิ่นทุรกันดาร
การเดินทางลำบาก หมู่บ้านห่างกัน ย่อมมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากกว่าโครงการวิจัยที่มีพื้นที่ในเมืองหรือรอบเมือง
- วัฒนธรรมชุมชน วงจรทางวัฒธรรมของชุมชนแต่ละชาติพันธ์ในรอบ
1 ปี หรือในรอบฤดูกาลมีส่วนกำหนดกิจกรรมดำเนินการของโครงการวิจัย
บางกิจกรรรมสามารถดำเนินการภายใต้กิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชนซึ่งไม่ต้องทำซ้ำซ้อนให้ชุมชนเบื่อหน่าย
ดังนั้นทีมวิจัยต้องศึกษาวงจรทางวัฒนธรรมของชุมชนให้รอบคอบจนรู้ว่าชุมชนจะมีกิจกรรมเหล่านี้กันเมื่อไหร่
และทำกันอย่างไร เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดกิจกรรมวิจัยในรอบฤดูกาล
ประเด็นทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการวิจัยอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตามยังมีหลักการที่ควรพิจารณาในการบริหารงบประมาณโครงการวิจัยที่ก่อให้เกิดความร่วมมือในการสร้างความรู้เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
ดังนี้
- การรับรู้ร่วมกันในการวางแผนงบประมาณโครงการวิจัยของทีมวิจัยทั้งหมด
เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกัน และบอกให้ได้ว่างบประมาณที่ใช้ไปในแต่ละส่วนใช้ไปเพื่ออะไร
มีความสำคัญอย่างไร ร่วมถึงการบอกภาระความรับผิดชอบของทีมวิจัยที่ชัดเจนที่เหมาะสมกับการใช้งบประมาณจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน
- งบประมาณวิจัย ควรใช้เป็นเครื่องมือในการประสานศักยภาพจากภาคคีหรือภายนอกให้มาแก้ปัญหาร่วมกัน
ทั้งศักยภาพที่เป็นคน เงินทุน และปัจจัยอื่น ๆ เพราะงบประมาณวิจัยเป็นเพียงการสร้างการเรียนรู้
การสร้างความร่วมมือ การทดลองทดสอบเพื่อหาแนวทางหรือหาทางออกเท่านั้น
ไม่ใช่งบวิจัยเป็นทางออก หรืองบวิจัยไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเองได้เบ็ดเสร็จเหมือนงบพัฒนาซึ่งมีจำนวนมากอยู่แล้วในงบประมาณแผ่นดิน
- งบประมาณวิจัยต้องถูกใช้ไปในกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมที่ชุมชนหรือองค์กรสนับสนุนภายนอกดำเนินการอยู่แล้ว
หมายความว่างบวิจัยควรสนับสนุนกิจกรรมที่ชุมชนขาดหรือชุมชนต้องการได้รับการสนับสนุนเพื่อให้เกิดมรรคผลสูงสุด
และเป็นการป้องกันข้อครหาและการบริหารงบประมาณที่ไม่โปร่งใส
- งบประมาณวิจัยต้องถูกใช้ไปในประเด็นวิจัยที่เป็นวิกฤติปัญหาท้องถิ่นมากกว่าประเด็นปัญหารองลงไปที่รอการแก้ไขได้
ไม่ว่าจะออกแบบงานวิจัยด้วยวิธีการไหนหรือภายใต้ยุทธศาสตร์ใดก็ตาม
- งบประมาณเป็นเครื่องมือในการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา
ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาได้ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชนซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาที่ต้องอาศัญความร่วมมือจากคนทุกกลุ่ม
ดังนั้นการบริหารงบประมาณโครงการวิจัย จึงมีข้อพิจารณา ดังนี้
- การรับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
- ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับบทบาทหน้าที่และภาระความรับผิดชอบ
- การรับรู้และการวางแผนการใช้งบประมาณร่วมกัน
- ความโปร่งใสทุกขั้นตอนของการใช้งบประมาณ
- เปิดเผยต่อสาธารณะบอกที่มาของการใช้เงินแต่ละส่วนอย่างเป็นเหตุเป็นผล
- การจัดการงบประมาณวิจัยเพื่อท้องถิ่นของชาวบ้านเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของท้องถิ่นในการพึ่งตนเองในแง่ศักยภาพในการจัดการงบประมาณ
และต้องสร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้เรียนรู้ ทดลองเพื่อพัฒนาขีดความสามรถของตนเองในเชิงการบริหารจัดการ
เป็นเรื่องที่องค์กรภายนอกต้องให้ความสำคัญและหนุนอย่างเต็มความสามารถ
อย่างไรก็ตามประเด็นทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณางบประมาณสนับสนุนโครงการวิจัยและหลักการบริหารงบประมาณโครงการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวได้ จึงเป็นเรื่องที่ภาคีวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ทั้งในส่วนของ สกว. สำนักงานภาค ศูนย์ประสานงานวิจัย และทีมวิจัยทีมีประสบการณ์ในการสนับสนุนหรือดำเนินโครงการวิจัยมาแล้วระดับหนึ่งซึ่งพอจะมีคำตอบบางอย่างที่สามารถนำมาสร้างเป็นกฎเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันในอนาคตได้
โกมล สนั่นก้อง
ธันวาคม 2544
|