หน้าแรก | ข่าว | กิจกรรม | บทความ | หนังสือ | โครงการวิจัย | มัลติมีเดีย | เกี่ยวกับ | ติดต่อ  
 
   
 
  หน้าแรก
  จดหมายข่าว
  งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
  หนังสือ
  ติดต่อสอบถาม

 

RE งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องทิ่น : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย





   
 
เครื่องมือวิจัยท้องถิ่น
การวางแผนและการบริหารงบประมาณเพื่อการสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
          การวางแผนและการบริหารงบประมาณเพื่อการสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ภายใต้งบประมาณอันจำกัดและการสร้างมาตรฐานงานวิจัย

          ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและสังคมที่เม็ดเงินแห่งการพัฒนาประเทศมีจำนวนจำกัด ดังนั้นแนวทางในการใช้เงินเพื่อพัฒนาจึงเน้นหลักการใช้อย่างประหยัดที่ไม่ให้เกิดความเดือนร้อน ซึ่งในบางเรื่องอาจต้องใช้ร่วมกัน บางเรื่องอาจต้องหลอมรวมกัน บางเรื่องอาจต้องลด ละ เลิก หากไม่มีความจำเป็น และบางเรื่องอาจต้องเพิ่มเติมหากมีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ยึดหลักการดังกล่าวในการบริหารงานองค์กรและการบริหารงบประมาณที่มีอย่างจำกัดในการสร้างสรรรค์และพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพและมีคุณค่าต่อการพัฒนาท้องถิ่นและพัฒนาประเทศ

          งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นถูกยกระดับและพัฒนาขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2541 และได้ถูกนำไปสนับสนุนให้มีโครงการวิจัยดำเนินการในระดับชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น โดยปัจจุบันมีโครงการวิจัยที่ สกว. สำนักงานภาค สนับสนุนไปแล้ว ประมาณ 200 โครงการ การสนับสนุนโครงการวิจัยในช่วงที่ผ่านมาได้วางกรอบงบประมาณโครงการละไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้นงบประมาณของโครงการวิจัยส่วนใหญ่จึงอยู่ที่กรอบงบประมาณที่ได้ตั้งไว้ ไม่ว่าโครงการนั้นจะอยู่ในระดับใดก็ตาม หมายความว่าไม่ว่าจะเสนอโครงการวิจัยที่มีขอบเขตระดับหมู่บ้านเดียวหรือหลายหมู่บ้าน ระดับกลุ่มเดียวหรือระดับเครือข่าย การศึกษาประเด็นง่าย ๆ หรือประเด็นที่มีความซับซ้อนหรือมีความเสี่ยง และการใช้ระยะเวลาโครงการ 1 ปีหรือ 2 ปีก็ตาม หากทีมวิจัยเสนองบประมาณไม่เกินกรอบที่ตั้งไว้ในแง่การวางแผนและการใช้งบประมาณถือว่าโครงการผ่านแล้ว 50 % ที่เหลือเป็นการเช็คสัดส่วนงบประมาณ ความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายต่อกิจกรรมโครงการ และถ้าหากประเด็นวิจัย คำถามวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยมีความชัดและเป็นไปได้จริงก็สามารถอนุมัติได้เลย ปรากฏการณ์เช่นนี้ถือว่า สกว. ภาค ศูนย์ประสานงาน และทีมวิจัย ให้ความสำคัญกับการอนุมัติโครงการภายใต้กรอบงบประมาณค่อนข้างมาก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการวางแผนและการจัดการงบประมาณน่าจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของการวิจัยและประเด็นศึกษามากกว่ากรอบงบประมาณที่ตั้งไว้

          การใช้กรอบงบประมาณในการสนับสนุนโครงการวิจัยเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในแง่การจัดการ การดูแลโครงการ และการควบคุมตรวจสอบ แต่ในแง่การพัฒนาคุณภาพงานวิจัยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถระบุความแตกต่างของตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการวิจัยต่อการใช้งบประมาณที่แตกต่างกันได้ชัดเจนหรือบอกไม่ได้ว่าโครงการไหนเข้มแข็งที่สุดหรืออ่อนแอที่สุด เนื่องจากตัวชี้วัดมีหลายระดับมีหลายปัจจัยและงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ไม่สามารถชี้ชัดความสำเร็จของโครงการวิจัยภายใต้ระยะเวลาดำเนินโครงการได้ทั้งหมดซึ่งต้องศึกษาผลกระทบในระยะต่อไปด้วย จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงการวิจัยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงมักมีคำถามเสมอว่า ทำไมโครงการวิจัยที่ทำหนึ่งหมู่บ้านกับโครงการวิจัยที่ทำหนึ่งตำบลได้รับเงินสนับสนุนเท่ากัน ซึ่งแปลว่า การทำโครงการวิจัย 1 หมู่บ้านได้เปรียบกว่าการทำโครงการวิจัย 1 ตำบล เพราะทำง่ายกว่า และสบายกว่า ในแง่การดำเนินการและการจัดการใช่หรือไม่ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหาคำตอบร่วมกัน

          การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะที่ สกว. สำนักงานภาคยังไม่มีกรอบในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณต่อโครงการวิจัยแต่ละระดับที่ชัดเจน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาแนวทางในการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณต่อโครงการวิจัย ซึ่งจะได้นำเสนอเป็นประเด็นเพื่อพิจารณาเพื่อนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์ ในการปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

  1. ขอบเขตพื้นที่ โดยธรรมชาติแล้วการใช้งบประมาณในการสร้างงานวิจัยในพื้นที่ที่กว้างขวางย่อมใช้งบประมาณมากกว่าพื้นที่ที่แคบกว่า ซึ่งความเป็นจริงแล้วหมู่บ้านหนึ่ง ๆ สามารถจัดกิจกรรมที่เป็นทางการได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อเดือน เนื่องจากชาวบ้านมีงานหลายด้าน มีเรื่องให้คิดให้ทำหลายเรื่อง ยิ่งเป็นช่วงฤดูกาลผลิตยิ่งไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใด ๆ ได้เลย ยกเว้นกิจกรรมการสอบถาม สัมภาษณ์ และแลกเปลี่ยนพูดคุยวงเล็ก ๆ ในเวลาที่จำกัด และกิจกรรมตามกรอบประเพณีท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก ดังนั้น การดูขอบเขตพื้นที่ของโครงการวิจัยมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการกำหนดกิจกรรมวิจัยในรอบเดือน และกิจกรรมจะเป็นตัวกำหนดงบประมาณโครงการวิจัย
  2. กลุ่มคนเป้าหมาย โครงการวิจัยที่มีกลุ่มคนเป้าหมายจำนวนมากย่อมต้องใช้งบประมาณมากกว่าโครงการที่มีกลุ่มคนเป้าหมายน้อยกว่า ทั้งงบประมาณบริหารโครงการและงบประมาณกิจกรรมโครงการ ดังนั้น โครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่าย่อมสามารถดำเนินกิจกรรมที่ซ้ำซ้อนได้มากกว่าโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายกลุ่มเดียว กล่าวคือทำกิจกรรมเดียวแต่ทำหลายครั้ง ดังนั้น จำนวนกลุ่มเป้าหมายมีผลต่อการกำหนดจำนวนครั้งของกิจกรรมและงบประมาณโครงการวิจัย
  3. ขนาดของกิจกรรมและความเป็นไปได้ของกิจกรรม กิจกรรมวิจัยไม่ใช่กิจกรรมที่หวังผลแบบหว่านแหและเน้นคนเข้าร่วมแต่ละกิจกรรมจำนวนมาก ในขณะที่กิจกรรมวิจัยเน้นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มผู้นำที่สามารถร่วมสร้างความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นเป็นหลักเพื่อทดลองทดสอบความเป็นไปได้ ดังนั้นการกำหนดจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งควรมีเป้าหมายมีทิศทาง ไม่ใช่ใครเข้ามาร่วมก็ได้ จำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมจึงไม่มากนักไม่ว่าการจัดกิจกรรมการฝึกอบรม การสัมมนา ประชุมกลุ่มย่อย และการศึกษาดูงาน ซึ่งจะทำให้การใช้งบประมาณเกิดขึ้นอย่างประหยัดและคุ้มค่ากว่า
  4. ประเด็นศึกษา ปัญหาท้องถิ่นและการออกแบบวิธีการวิจัย โดยทั่วไปแล้วปัญหาท้องถิ่นจะเป็นตัวกำหนดประเด็นศึกษา ประเด็นศึกษา จะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมวิจัยและกลุ่มคนเข้าร่วม ดังนั้น ควรพิจารณาว่า สภาพปัญหาอย่างนี้จะต้องศึกษาประเด็นอย่างนี้จึงจะทำให้การนำความรู้จากการศึกษาไปผลักดันการแก้ปัญหาได้ และประเด็นศึกษาอย่างนี้ใช้กิจกรรมวิจัยแบบนี้จึงจะได้องค์ความรู้ออกมา แล้วจึงพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณที่สอดคล้องกันด้วย
  5. บริบทชุมชนและสภาพทางภูมิศาสตร์ จะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายของโครงการในแต่ละเรื่อง ความเข้มข้นของการใช้งบประมาณแต่ละส่วนแต่ละกิจกรรม กล่าวคือ โครงการวิจัยที่ดำเนินการในสภาพชุมชนที่เป็นชนบทห่างไกลหรือเป็นถิ่นทุรกันดาร การเดินทางลำบาก หมู่บ้านห่างกัน ย่อมมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากกว่าโครงการวิจัยที่มีพื้นที่ในเมืองหรือรอบเมือง
  6. วัฒนธรรมชุมชน วงจรทางวัฒธรรมของชุมชนแต่ละชาติพันธ์ในรอบ 1 ปี หรือในรอบฤดูกาลมีส่วนกำหนดกิจกรรมดำเนินการของโครงการวิจัย บางกิจกรรรมสามารถดำเนินการภายใต้กิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชนซึ่งไม่ต้องทำซ้ำซ้อนให้ชุมชนเบื่อหน่าย ดังนั้นทีมวิจัยต้องศึกษาวงจรทางวัฒนธรรมของชุมชนให้รอบคอบจนรู้ว่าชุมชนจะมีกิจกรรมเหล่านี้กันเมื่อไหร่ และทำกันอย่างไร เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการกำหนดกิจกรรมวิจัยในรอบฤดูกาล

ประเด็นทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินโครงการวิจัยอย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตามยังมีหลักการที่ควรพิจารณาในการบริหารงบประมาณโครงการวิจัยที่ก่อให้เกิดความร่วมมือในการสร้างความรู้เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ดังนี้

  1. การรับรู้ร่วมกันในการวางแผนงบประมาณโครงการวิจัยของทีมวิจัยทั้งหมด เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกัน และบอกให้ได้ว่างบประมาณที่ใช้ไปในแต่ละส่วนใช้ไปเพื่ออะไร มีความสำคัญอย่างไร ร่วมถึงการบอกภาระความรับผิดชอบของทีมวิจัยที่ชัดเจนที่เหมาะสมกับการใช้งบประมาณจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน
  2. งบประมาณวิจัย ควรใช้เป็นเครื่องมือในการประสานศักยภาพจากภาคคีหรือภายนอกให้มาแก้ปัญหาร่วมกัน ทั้งศักยภาพที่เป็นคน เงินทุน และปัจจัยอื่น ๆ เพราะงบประมาณวิจัยเป็นเพียงการสร้างการเรียนรู้ การสร้างความร่วมมือ การทดลองทดสอบเพื่อหาแนวทางหรือหาทางออกเท่านั้น ไม่ใช่งบวิจัยเป็นทางออก หรืองบวิจัยไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเองได้เบ็ดเสร็จเหมือนงบพัฒนาซึ่งมีจำนวนมากอยู่แล้วในงบประมาณแผ่นดิน
  3. งบประมาณวิจัยต้องถูกใช้ไปในกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมที่ชุมชนหรือองค์กรสนับสนุนภายนอกดำเนินการอยู่แล้ว หมายความว่างบวิจัยควรสนับสนุนกิจกรรมที่ชุมชนขาดหรือชุมชนต้องการได้รับการสนับสนุนเพื่อให้เกิดมรรคผลสูงสุด และเป็นการป้องกันข้อครหาและการบริหารงบประมาณที่ไม่โปร่งใส
  4. งบประมาณวิจัยต้องถูกใช้ไปในประเด็นวิจัยที่เป็นวิกฤติปัญหาท้องถิ่นมากกว่าประเด็นปัญหารองลงไปที่รอการแก้ไขได้ ไม่ว่าจะออกแบบงานวิจัยด้วยวิธีการไหนหรือภายใต้ยุทธศาสตร์ใดก็ตาม
  5. งบประมาณเป็นเครื่องมือในการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา ขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาได้ด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชนซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาที่ต้องอาศัญความร่วมมือจากคนทุกกลุ่ม ดังนั้นการบริหารงบประมาณโครงการวิจัย จึงมีข้อพิจารณา ดังนี้
    1. การรับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม
    2. ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับบทบาทหน้าที่และภาระความรับผิดชอบ
    3. การรับรู้และการวางแผนการใช้งบประมาณร่วมกัน
    4. ความโปร่งใสทุกขั้นตอนของการใช้งบประมาณ
    5. เปิดเผยต่อสาธารณะบอกที่มาของการใช้เงินแต่ละส่วนอย่างเป็นเหตุเป็นผล
  6. การจัดการงบประมาณวิจัยเพื่อท้องถิ่นของชาวบ้านเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของท้องถิ่นในการพึ่งตนเองในแง่ศักยภาพในการจัดการงบประมาณ และต้องสร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้เรียนรู้ ทดลองเพื่อพัฒนาขีดความสามรถของตนเองในเชิงการบริหารจัดการ เป็นเรื่องที่องค์กรภายนอกต้องให้ความสำคัญและหนุนอย่างเต็มความสามารถ

           อย่างไรก็ตามประเด็นทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางในการพิจารณางบประมาณสนับสนุนโครงการวิจัยและหลักการบริหารงบประมาณโครงการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวได้ จึงเป็นเรื่องที่ภาคีวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทั้งในส่วนของ สกว. สำนักงานภาค ศูนย์ประสานงานวิจัย และทีมวิจัยทีมีประสบการณ์ในการสนับสนุนหรือดำเนินโครงการวิจัยมาแล้วระดับหนึ่งซึ่งพอจะมีคำตอบบางอย่างที่สามารถนำมาสร้างเป็นกฎเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันในอนาคตได้

โกมล สนั่นก้อง
ธันวาคม 2544

กลับขึ้นข้างบน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

The Thailand Research Fund Regional Office
ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ (053) 944-648 ,(053) 218-250 ,(053)218-200 โทรสาร (053) 892-662 ต่อ 115
อีเมล์, info@vijai.org