การติดตามสนับสนุนโครงการวิจัย ไม่ใช่การจับผิด
หรือการตรวจสอบ หรือการชี้นำ หากแต่เป็นการหนุนเสริมศักยภาพทีมวิจัยและชุมชนจากฐานเดิมให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นพี่เลี้ยงจึงมีบทบาทสำคัญในการที่จะติดตามสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ในประเด็นต่อไปนี้
1) การใช้งบประมาณและการจัดการงบประมาณ
1.1 ควรดำเนินการทุก 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน
ทั้งการเบิกจ่าย การเคลียร์ใบเสร็จรับเงินรูปแบบต่างๆ เพื่อตรวจเช็คความถูกต้องในการใช้จ่ายงบประมาณ
ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปรับปรุง แก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่ปัญหาจะทับถมมากขึ้น
1.2 พิจารณาความเหมาะสมในการใช้งบประมาณของแต่ละกิจกรรม
ตามความเป็นจริงและการใช้จ่ายจริง รวมทั้งความสอดคล้องระหว่างงบประมาณที่ใช้กับผลงานที่ออกมา
1.3 พิจารณาความเหมาะสมของการใช้งบประมาณกับแผนงานที่วางไว้
ซึ่งต้องไม่ปรับเปลี่ยนมากนัก หากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนควรเป็นกิจกรรมที่ยังตอบคำถามเดิม
แต่ต้องปรึกษาร่วมกันกับทีมงานทั้งหมด ที่ปรึกษาโครงการและผู้ให้ทุน
1.4 สรุปรายงานการเงิน ส่งหน่วยสนับสนุนเมื่อครบกำหนดเวลา
(ตามข้อตกลง)
2) การสรุปบทเรียน การประมวลความรู้ และการจัดทำรายงาน
2.1 ควรจัดให้มีการสรุปบทเรียนหลังดำเนินกิจกรรมทุกกิจกรรม
เพื่อประมวลความรู้ทั้งในเชิงเนื้อหาและกระบวนการ รวมถึงบทเรียนข้อสังเกตต่างๆ
เพื่อปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมครั้งต่อไป หรือเพื่อการเผยแพร่ขยายผล
2.2 ต้องมีการประมวลผลความรู้เป็นระยะๆ ทุก 3 - 4 เดือน
หรือทุก 6 เดือน ทั้งนี้ เพื่อดูความก้าวหน้าของการจัดกิจกรรมวิจัยว่า
ได้รวบรวมข้อมูลระดับไหน ข้อมูลมีจุดแข็ง จุดอ่อน อะไรบ้าง กระบวนการเรียนรู้และการแก้ปัญหาของชาวบ้านเป็นอย่างไร
เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย เงื่อนไขความล้มเหลว ความสำเร็จของการทำงานวิจัยในช่วงที่ผ่านมาเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนงานวิจัยช่วงต่อไป
2.3 เช็คข้อมูลที่ศึกษา ว่าเพียงพอต่อการตอบคำถามวิจัยหรือไม่อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อวางแผน กิจกรรมการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมกรณีข้อมูลยังไม่สมบูรณ์
ทั้งนี้ควรเน้นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างมี ส่วนร่วมให้มากที่สุด
2.4 หนุนเสริมนักวิจัยในการจัดทำรายงานวิจัย
ทั้งรายงานความก้าวหน้าและฉบับสมบูรณ์ ส่ง สกว.ภาค พร้อมทั้งส่งความคิดเห็น
(Recommendation) ต่อรายงานดังกล่าว เมื่อครบกำหนดเวลาตามข้อตกลงร่วมกัน
โดยอาจใช้แนวทางของ สกว.ภาค หรือปรับใช้ตามความเหมาะสมกับพื้นที่
โดยเน้นการสื่อสารกับภายนอกให้เข้าใจในสิ่งที่โครงการวิจัยดำเนินการมาทั้งหมด
3) การเสริมความรู้และประสบการณ์ให้กับทีมวิจัยและชุมชนวิจัย
ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาทีมงานและ ผู้นำให้มีความรู้และทักษะในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นระยะ
ๆ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การจับประเด็น การสรุปข้อมูล วิทยากรกระบวนการ
เป็นต้น ซึ่งมี 2 วิธีการ ดังนี้
3.1 การฝึกฝนตามกิจกรรมวิจัย เป็นการใช้กระบวนการวิจัยกับชุมชนเสริมความรู้
ประสบการณ์และฝึกทักษะไปพร้อม ๆ กัน โดยอาจเชิญผู้รู้เข้ามาร่วมกระบวนวิจัยแล้วเรียนรู้จากผู้รู้ไปพร้อม
ๆ กัน เป็นการฝึกฝนจากของจริง
3.2 การฝึกฝนนอกเหนือจากกระบวนการวิจัย เป็นการเสริมความรู้เพิ่มเติมที่นอกเหนือจากความรู้ทักษะที่ได้รับจากกระบวนการวิจัย
เช่น การเข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ การเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ
การศึกษาดูงาน เป็นต้น
การเขียนรายงานการวิจัย
1) ความสำคัญของการเขียนรายงาน
นักวิจัยส่วนใหญ่มักประสบกับปัญหาในการเขียนรายงานการวิจัย
ซึ่งอาจเกิดจากการไม่ทราบว่าจะเขียนอย่างไร หรือไม่มีเวลาเขียน
หรือไม่ทราบว่าการเขียนรายงานวิจัย การบันทึกข้อมูลมีความสำคัญกับนักวิจัยและชุมชนอย่างไร
จึงทำให้การดำเนินโครงการล่าช้า ไม่สามารถดำเนินการในระยะต่อไป
หรือปิดโครงการได้ จึงจำเป็นที่พี่เลี้ยงต้องหนุนเสริมให้นักวิจัยมีการบันทึกการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
ช่วยในการจัดทำรายงาน
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการเขียนรายงานวิจัยคงไม่ได้อยู่ที่การส่งรายงานให้กับ
สกว.ภาค เพื่อพิจารณา และดำเนินโครงการให้สิ้นสุดเท่านั้น แต่เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินงานวิจัยในระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ภาคสังคมและแหล่งสนับสนุนตรวจสอบได้ในฐานะที่ใช้เงินภาษีของประชาชนดำเนินการวิจัยเป็นประโยชน์กับชุมชนในแง่การกล่าวอ้างถึงข้อมูลจากการวิจัยในการต่อรองกับภายนอกเพื่อการรักษาและให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของชุมชนเอง
เป็นข้อมูลสำคัญที่ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และปรับใช้ต่อการดำรงชีวิตในโอกาสต่อไป
เป็นบทเรียนสำคัญในการแก้ปัญหาของชุมชนเองหรือสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชนอื่นต่อไปได้
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำเสนอด้วยรายงาน ทั้งนี้
ไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นภาษาวิชาการ แต่เน้นการเสนอกระบวนการดำเนินงาน
บทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้น การเรียนรู้ของทีมวิจัย/ชาวบ้าน และความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ร่วมกันของทีมวิจัย/ชาวบ้าน
2) แนวทางการเขียนรายงานวิจัย
2.1 รายงานความก้าวหน้า ควรประกอบไปด้วยเนื้อหาสำคัญ 6 ส่วน
ดังนี้
ส่วนที่ 1 สรุปเนื้อหาโครงการโดยย่อ ได้แก่
(1) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
(2) คำถามการวิจัย
(3) วัตถุประสงค์โครงการ
(4) พื้นที่ศึกษา
(5) วิธีการดำเนินงาน
(6) ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ส่วนที่ 2 การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
หากทุกโครงการวิจัยมีการทบทวนเอกสารงานวิจัยและงานพัฒนาที่ได้เคยทำมาแล้ว
และเลือกศึกษาประเด็นงานวิจัยดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยที่กำลังทำอยู่
จะช่วยทำให้ทีมวิจัยเข้าใจเนื้อหามากขึ้นและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการวิเคระห์โครงการวิจัยได้ต่อไป
(หากยังไม่สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นอาจนำไปใส่ในรายงานฉบับสมบูรณ์เลยก็ได้)
ส่วนที่ 3 รายงานผลการดำเนินงาน
เขียนผลการดำเนินงานวิจัยโดยยึดวัตถุประสงค์โครงการวิจัยเป็นหลัก
และรายงานการทำกิจกรรมวิจัย ตามลำดับดังนี้
(1) ชื่อกิจกรรม
(2) วัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรม
(3) วิธีการดำเนินกิจกรรม / เครื่องมือที่ใช้ / กระบวนการ
(4) ผู้เขาร่วมกิจกรรม (จำนวนเท่าไร /เป็นใครบ้าง)
(5) สถานที่ / เวลา ที่ทำกิจกรรม
(6) ผลที่ได้จากการทำกิจกรรม เป็นอย่างไร
ส่วนที่ 4 วิเคราะห์ผลที่ได้จากการทำกิจกรรมทั้งหมดในภาพรวม
โดยมีประเด็นในการวิเคราะห์ ดังนี้
(1) ข้อมูลที่ได้จากแต่ละกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง
(2) ข้อมูลที่ได้จากการทำกิจกรรมแต่ละครั้งตอบวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่
อย่างไร
(3) วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อนำมาวางแผนกิจกรรมในช่วงต่อไป
ส่วนที่ 5 บทเรียนที่ได้จากการทำวิจัย โดยแยกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้
(1) หลังจากการดำเนินงานวิจัยทีมวิจัยและชาวบ้านเกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง
เช่น เครื่องมือ /เทคนิค/ วิธีการต่าง ๆ
(2) กระบวนการวิจัยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในชุมชน
(3) มีปัญหา อุปสรรค ที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัยหรือไม่ อย่างไร
และปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้หรือไม่ อย่างไร
(4) ด้านการมีส่วนร่วมของทีมวิจัยและชาวบ้านต่อกระบวนการวิจัย
(5) ข้อคิดเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ต่องานวิจัย
|