| คำนำ
นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและสังคมปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา
สถานภาพการพัฒนาประเทศยังคงดำเนินไปอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐจะมีนโยบายสนับสนุนโครงการต่างๆ
เพื่อกระจายงบประมาณไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างมหาศาลแล้วก็ตาม
ก็ไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจและความบอบช้ำทางสังคมขึ้นมาได้ หากผลกระทบดังกล่าวยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของคนในชาติหรือแม้แต่ภาคีเอเชียและสังคมโลก
หลายคนเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินไปโดยไม่ให้คาดสายตาในขณะที่ไม่รู้ว่าประเทศกำลังจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด
สถานการณ์เช่นนี้บอกให้รู้ว่าความทรงจำของภาพที่งดงามแห่งการพัฒนาในอดีตเป็นเพียงมายาคติที่คนในชาติรวมหัวกันสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกกันเอง
จนวาระสุดท้ายซึ่งแต่ละคนแทบไม่เหลืออะไรเลย บทเรียนในอดีตได้สร้างความสับสนและความเบื่อหน่ายให้กับคนในสังคมพร้อมๆ
กับการระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ขณะที่การดิ้นรนเพื่อแสวงหาทางออกให้กับตัวเองภายใต้กระแสทุนที่ให้อิสระภาพแห่งความเสรีและเทิดทูลการแข่งขันอย่างไร้ขีดจำกัดยังมีความเข้มข้นเหมือนเดิม
จึงคงมีคำถามกับคนในสังคมตลอดเวลาว่า แล้วการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด
ซึ่งเป็นทางออกที่ทุกคนเลือกร่วมกันตัดสินใจร่วมกันและทำด้วยกัน
ในอันจะนำพาชีวิตไปสู่ความปลอดภัยและสังคมที่ยั่งยืนมากที่สุด
โดยมีพื้นฐานจากความล้มเหลวในอดีตเป็นสำคัญ
กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
และเป็นทางเลือกหนึ่งในเครื่องมือแห่งการพัฒนาที่สามารถแก้ไขสถานการณ์พลิกฟื้นภูมิปัญญาหรือชลอปัญหาต่างๆ
ลงไปได้ระดับหนึ่ง กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ใช่สูตรสำเร็จของการแก้ปัญหา
หากแต่เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยกล่อมเกลาความคิดสติปัญญาเพื่อการแสวงหาทางออกอย่างมีสติเท่าทันปัญหาและมองอนาคตอย่างรอบคอบมากขึ้นแม้ว่าเครื่องมือดังกล่าวยังต้องใช้เวลาหาความชัดเจนอยู่ก็ตาม
ในปัจจุบันได้มีการนำแนวความคิดและกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปปรับใช้ในการทำงานระดับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น
และมีแนวโน้มในการผลักดันแนวความคิดดังกล่าวสู่การวางแผนงานในระดับหน่วยงานอีกด้วย
ทั้งนี้เพื่อความสอดคล้องกับการพัฒนาแนวใหม่ที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ในระดับสถานศึกษาได้มีการนำแนวความคิดและกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม
ตลอดจนระดับนโยบายก็ได้มีการแพร่ขยายความรู้ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติขององค์กรแห่งการพัฒนาทางสังคม
โดยเฉพาะสังคมฐานรากมากขึ้นด้วยเช่นกัน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว. สำนักงานภาค) ได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น มาเป็นเวลาจวบ
3 ปี โดยมีพี่เลี้ยง(RC) และศูนย์ประสานงานวิจัย (Node) เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาระการติดตามสนับสนุนโครงการวิจัยในแง่การหนุนเสริมทีมวิจัยและชุมชนเพื่อให้สามารถดำเนินโครงการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแนวความคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้การแก้ปัญหาโดยกระบวนการวิจัย
อันเป็นการสร้างเสริมศักยภาพแก่ท้องถิ่น เป็นการยกระดับองค์ความรู้สู่สังคมแห่งความเป็นเหตุเป็นผล
ใช้ข้อเท็จจริง และยึดถือความเห็นของส่วนรวมในการ ตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาต่าง
ๆ ดังนั้น การติดตามสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงมีความสำคัญ
ดังนี้
- เป็นการสนับสนุน แนวความคิด กระบวนการ เครื่องมือ/วิธีการ
ให้โครงการวิจัยดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถสนองตอบเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่วางไว้
- เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่สามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมวิจัย
Node และสกว.ภาค
- เป็นการหนุนเสริมโครงการวิจัย / ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงานวิจัย
และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การติดตามโครงการวิจัยระหว่างสกว.ภาค
NODE และโครงการวิจัย
คู่มือ การติดตามสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ฉบับนี้
เป็นความพยายามที่จะถอดรหัส การติดตามสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมาร่วมกับศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นใน
ภาคเหนือตอนบน เป็นการมองภาพรวมสถานภาพและปรากฎการณ์การเคลื่อนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ทั้งนี้ได้ถอดความรู้ตั้งแต่ความคิดพื้นฐานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
เป้าหมายและหลักการ การพัฒนาระบบการติดตาม รูปแบบและวิธีการ
บทบาทผู้ติดตามสนับสนุน การพิจารณาคุณภาพงานวิจัย และการเขียนรายงานวิจัย
โดยการดำเนินงานของทีมติดตามสนับสนุนการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สำนักงานภาค) อันประกอบด้วย คุณเกศสุดา สิทธิสันติกุล คุณสุวรรณา
บัวพันธุ์ และคุณวีระพจน์ ผลจันทร์ และใคร่ขอขอบพระคุณทีมงาน
สกว.ภาค และ Node ที่มีส่วนช่วยเหลือในการรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ทุกท่าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณโกมล สนั่นก้อง คุณอาภา มณีรัตน์ คุณพีรพัฒน์
โกศลศักดิ์สกุล คุณอรุณี เวียงแสง ที่ได้เรียบเรียงและแก้ไขเนื้อหาในหลายส่วน
และผู้ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการให้คำปรึกษา แนะนำจนให้การจัดทำคู่มือฉบับนี้
สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ได้แก่ ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง ดร.สินธุ์
สโรบล ดร.สมคิด แก้วทิพย์ และผศ.ดร.อาวรณ์ โอภาสพัฒนกิจ มา ณ
โอกาสนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม
การพัฒนากระบวนการติดตามสนับสนุนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ยังจำเป็นต้องอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบสนองต่อท้องถิ่นที่หลากหลายและเท่าทันต่อสถานการณ์และการแก้ปัญหา
เป็นเรื่องที่ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันดำเนินการอย่างมีสติและมีคุณค่า
และขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมกันสร้างประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
คณะผู้จัดทำ
สกว. ภาค
ตุลาคม 2545
1) เป้าหมายการติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ภายใต้แนวความคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่มุ่งเน้นให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการทำวิจัยหรืองานวิจัยสามารถสนองตอบต่อการแก้ปัญหาชาวบ้าน
สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาทั้งในแง่การพัฒนากลไกการแก้ปัญหาของชุมชน
การสร้างรูปธรรมหรือรูปแบบการแก้ปัญหา ตลอดจนสามารถพัฒนาความคิดและองค์ความรู้ใหม่ๆโดยผ่านกระบวนการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมจากกลุ่มคนที่หลากหลาย
ซึ่งจะนำไปสู่การปรับกระบวนทัศน์ในการพัฒนาสังคมสู่สังคมแห่งความรู้และยึดถือส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวอยู่เหนือเหตุและผลหรือใช้ปัจเจกในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนรวม
หรือกล่าวได้ว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นของคนท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่น
เพื่อคนท้องถิ่น
ดังนั้น เป้าหมายของการติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงต้องมีความสอดคล้องกับแนวความคิดดังกล่าว
ดังต่อไปนี้
1.1 การเสริมศักยภาพของทีมวิจัย และชาวบ้าน ประกอบด้วย
- ด้านการเรียนรู้วิธีคิด วิธีวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยง
ทักษะการเก็บ ข้อมูลและการจัดระบบข้อมูล สามารถมอง/วิเคราะห์ปัญหาและปรากฏการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นได้อย่างละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนสามารถใช้ข้อมูลเป็นฐานในการวางแผน
และ ตัดสินใจบางอย่างของชุมชน
- ด้านการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและการประสานศักยภาพภาคีที่หลากหลาย
เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกัน และแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
1.2 การพัฒนาความรู้ท้องถิ่นและยกระดับองค์ความรู้ให้เป็นระบบ
ประกอบด้วย
- การศึกษารวบรวมและสร้างความรู้ท้องถิ่นและพัฒนาระบบฐานข้อมูลชุมชนอย่างมีส่วนร่วม
เพื่อใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของชุมชน
- การเชื่อมผู้รู้ภายนอกเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการกับข้อมูลความรู้ของชุมชน
เพื่อยกระดับการเชื่อมความรู้ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน
เพื่อนำไปสู่การผลักดันในเชิงนโยบาย การชี้นำทางสังคม
และการยกระดับแนวคิด ทฤษฎีบางอย่างที่สำคัญต่อการพัฒนาสังคม
|
1.3 การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อการจัดการกระบวนการทางปัญญาของสังคมไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันมีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันทั้งในส่วนของกระบวนการศึกษา
การวิจัยและการพัฒนา จนถึงระดับความสามารถในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในเชิงประเด็นปัญหาหรือประเด็นศึกษาและเชิง
พื้นที่ที่มีระบบนิเวศน์และวัฒนธรรมชุมชนเหมือนกันหรือเชิงพื้นที่ตามขอบเขตการปกครอง
1.4 การสร้างมาตรฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นให้เป็นที่ยอมรับ
โดยเน้นความโปร่งใสเปิดเผยต่อสาธารณะและการให้โอกาสและเอื้อประโยชน์ต่อคนทุกกลุ่มในสังคม
โดยเฉพาะคนจนคนด้อยโอกาส และยังเน้นคุณภาพงานวิจัยทั้งในแง่การสร้างองค์ความรู้ของท้องถิ่น
การพัฒนาศักยภาพคน การพัฒนากลไกและรูปธรรมการแก้ปัญหา ทั้งนี้เพื่อการยอมรับทางสังคมและการรับใช้
ท้องถิ่นตามแนวความคิด เป้าหมายและภาระกิจขององค์กร
2) ความสำคัญของการติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
การจัดกระบวนการติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นอย่างเหมาะสม
ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการบรรลุเป้าหมายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
เพื่อให้ได้คุณภาพงานวิจัยทั้งในเชิงเนื้อหา และกระบวนการทั้งในแง่การหนุนเสริมทีมวิจัยและชุมชน
เพื่อให้การดำเนินโครงการวิจัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ สามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ได้ ตลอดจนสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน
ชุมชน โดยหนุนเสริมในเรื่องแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น วิธีการ/เครื่องมือ/กระบวนการในการดึงการมีส่วนร่วม
การจดบันทึก การเขียนรายงาน การให้ข้อเสนอแนะ/แนวทางในการแก้ไขปัญหาระหว่างดำเนินโครงการ
หรือ ทิศทางการดำเนินงานต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างทีมวิจัย-Node-สกว.ภาคให้ดียิ่งขึ้น
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทีมติดตามสนับสนุนกับทีมวิจัย
ระหว่างทีมวิจัยกับทีมวิจัย หรือทีมวิจัยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
3) หลักการติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
เป็นการทบทวนไตร่ตรอง ปรับปรุง วางแผน ภายใต้กระบวนการวิจัยเป็นระยะๆ
อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการวิจัยสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในระดับโครงการวิจัยและระหว่างโครงการวิจัยหรือระดับที่เหนือกว่าโครงการ
ดังนั้น การติดตามงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่ได้มองเฉพาะโครงการวิจัยหนึ่ง
ๆ เท่านั้น หากแต่ต้องมองไปสู่ภาพรวมการแก้ปัญหาของท้องถิ่นด้วย
ซึ่งจะต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของคนท้องถิ่น ความร่วมมือและการดึงศักยภาพจากกลุ่มคนที่หลากหลายหนุนเสริมกันเพื่อสร้างความรู้ท้องถิ่น
และการใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่นอย่างเท่าทัน รวมถึงการให้คุณค่าความหมายของความรู้ที่หลากหลายสู่การแก้ปัญหาร่วมกันด้วย
นอกจากนี้ยังเน้นหลักกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การให้คนและชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
การให้คุณค่ากับปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
|