ภายใต้แนวคิด
และหลักการดังกล่าว จึงเกิดคำนิยามใหม่สำหรับงานวิจัยว่าเป็น
กระบวนการที่คนใน ชุมชนได้มาร่วมคิดทบทวนสถานการณ์ ตั้งคำถาม
วางแผน หาข้อมูล ทดลองทำ วิเคราะห์ สรุปคำตอบ และถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงงานต่อไป
นั่นหมายความว่า งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เน้นการให้
คน ในชุมชนเข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัย ตั้งแต่การเริ่มคิด
การตั้งคำถาม การวางแผน และค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริง
(Action Research) ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ ได้ผลงานและเก่งขึ้นในการแก้ปัญหาของตนเอง
ตลอดจนยกระดับการแก้ปัญหาให้มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถใช้กระบวนการนี้ในการแก้ไขปัญหาอื่น
ๆ ในท้องถิ่น มีกระบวนการศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นเหตุ เป็นผล
ดังนั้น จุดเน้นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ก็คือ เน้นที่กระบวนการ
มากกว่า ผลลัพธ์ เพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากงานวิจัยโดยตรง
ให้งานวิจัยมีส่วนในการแก้ปัญหาของชาวบ้าน และเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในชุมชน
ซึ่งจะต้องอาศัย เวที (การประชุม เสวนา ถกเถียง) เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนในชุมชนได้ส่วนร่วม
ทั้งกลุ่มชาวบ้าน ครูโรงเรียน เอ็นจีโอ สมาชิกอบต. กรรมการสหกรณ์
ข้าราชการ หรือกลุ่มคนอื่น ๆ ที่จะมาเข้ามาร่วมใช้ ปัญญา ในกระบวนการวิจัย
โดยสรุป กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น หมายถึง การทำงานอย่างเป็นขั้นตอน
เพื่อตอบ คำถาม หรือ ความสงสัย บางอย่างดังนั้นสิ่งสำคัญคือประเด็น
คำถาม ต้องคมชัด โดยมีการแยกแยะประเด็นว่า ข้อสงสัยอยู่ตรงไหน
มีการหา ข้อมูล ก่อนทำ มีการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูล
มีการ วางแผน การทำงานบนฐานข้อมูลที่มีอยู่และในระหว่างลงมือทำการ
บันทึก มีการ ทบทวน ความก้าวหน้า วิเคราะห์ ความสำเร็จและอุปสรรคอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อ ถอด กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นออกมาให้ชัดเจน ในที่สุดก็จะสามารถ
สรุปบทเรียน ตอบคำถามที่ตั้งไว้ แล้วอาจจะทำใหม่ให้ดีขึ้น
ตลอดจนสามารถนำไปใช้เป็นบทเรียนสำหรับเรื่องอื่น ๆ หรือพื้นที่อื่น
ๆ ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้กระทำโดย ผู้ที่สงสัย (คนในท้องถิ่น)
นั่นเอง
วิธีการนี้ เป็นงานวิจัยอีกแบบหนึ่งที่ไม่ยึดติดกับระเบียบแบบแผนทางวิชาการมากนัก
แต่เป็นการสร้างความรู้ในตัวคนท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่น มุ่งแก้ไขปัญหาด้วยการทดลองทำจริง
และมีการบันทึกและวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบ การวิจัยแบบนี้จึงไม่ใช่เครื่องมือทางวิชาการที่จะขอตำแหน่ง
ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกขาดอยู่กับครูบาอาจารย์ แต่เป็นเครื่องมือธรรมดาที่ชาวบ้านก็ใช้เป็น
เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้
ลักษณะสำคัญของโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
1) เป็นเรื่องอะไรก็ได้ โจทย์อะไรก็ได้ ที่ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นเห็นว่ามีความสำคัญ
และอยากจะค้นหาคำตอบร่วมกัน ซึ่งชุมชนในที่นี้มีความหมายที่หลากหลาย
หมายรวมถึงกลุ่มคนในพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการ
และไม่เป็นทางการที่มีเป้าหมายหรือดำเนินกิจกรรมบางอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอนุรักษ์ป่า กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์
หน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้ประกอบการ ครู เด็กและเยาวชน
คนชรา พระสงฆ์ ชนเผ่า
2) ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการค้นหาคำตอบร่วมกัน
กล่าวคือ เปิดโอกาสให้ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นต้องร่วมคิด ร่วมทำ
ร่วมเรียนรู้ร่วมวิเคราะห์ ร่วมตรวจสอบ และแปลความหมาย รวมทั้งคาดว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลังการดำเนินงานวิจัย
การมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการวิจัยนี้มี ความเข้มข้น และมีบทบาทที่ต่างกัน
ปลายด้านซ้ายเป็นการวิจัยที่คนนอกเข้าไปทำให้ทั้งหมด คนในชุมชนเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล
ซึ่งจะไม่อยู่ในข่ายการสนับสนุนของ สกว. ภาค แต่มีฝ่ายสนับสนุนจาก
สกว. ส่วนกลาง เพื่อผลระดับนโยบาย หรือกฎหมายอันอาจเป็นประโยชน์ต่อชุมชนทางอ้อมได้

สำหรับปลายด้านขวาเป็นการวิจัยที่ทำโดยคนในชุมชนทั้งหมด
สามารถเลือกเรื่องเอง ทำเอง สรุปผลเอง และใช้ผลงานวิจัยเอง ซึ่งในขณะนี้ยังมีอยู่เป็นส่วนน้อย
ส่วนตรงกลางเป็นสภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่ คือ ทีมวิจัยมักประกอบไปด้วยคนนอกและในชุมชน
บางโครงการที่มีความพร้อมสูงก็จะอยู่ใกล้ด้านขวา แต่ที่สำคัญคือ
ไม่ว่าจะเริ่มจากจุดใด การวิจัยจะต้องทำให้การมีส่วนร่วมของชุมชนเคลื่อนไปด้านขวามากขึ้นเรื่อย
ๆ หมายความว่า กระบวนการวิจัย ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้และเป็นผู้ทำมากขึ้น
3) มีการดำเนินงานรวบรวมข้อมูล และทดลองปฏิบัติการ นั่นคือ
มีการดำเนินงานใน 2 ระยะ
ระยะแรก วิจัยให้ทราบสภาพที่เป็นอยู่ ได้แก่
- สภาพหรือบริบทชุมชน
ภูมิปัญญาในชุมชน
- สภาพของปัญหานั้น
- ทราบสาเหตุ
ปัจจัย เงื่อนไขของปัญหา
- เลือกทางเลือกในการแก้ไขปัญหา
ระยะที่สอง เป็นการทดลองทำ (วิจัยปฏิบัติการ) เพื่อแก้ปัญหา
และวิเคราะห์สรุปบทเรียน รวมทั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้
นอกเหนือจากลักษณะดังกล่าว ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
ยังให้ทัศนะเพิ่มเติมว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นควรมีลักษณะ ดังนี้
1) เป็นการวิจัยปลายทาง เพื่อทดลองประยุกต์ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีในบริบทของท้องถิ่นมากกว่าเป็นการวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่อาจมีลักษณะเป็น
1 R & D คือการวิจัยและพัฒนา
2 D & R คือการพัฒนามากกว่าวิจัย การวิจัยเป็นเพียงส่วนเล็กๆ
หรือ
3 D & R & M คือ นอกจากการวิจัย พัฒนา แล้วยังอาจมีการเคลื่อนไหวสังคม
(Movement) อยู่ด้วย
2) อาจมีการสร้างทฤษฎีใหม่จากข้อมูลภายในประเทศ
หมายความว่า ข้อมูลจากหลายๆ โครงการย่อยเมื่อนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์ร่วมกันอาจเกิดทฤษฎีใหม่
ซึ่งผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้จะต้องเป็นนักวิจัยเชิงทฤษฎีที่มีความสามารถสูงมาก
การวิจัยพื่อท้องถิ่นจึงควรมีนักวิจัยเชิงทฤษฎีที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงเข้าร่วมด้วย
3) เป็นการวิจัยแบบองค์รวม (Holistic หรือ
Integrated) ไม่แยกสาขาวิชา มีลักษณะการดำเนินการเป็นสหวิชา
และจะต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และการวิจัยด้านการจัดการเพื่อ ชุมชนท้องถิ่นให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันการวิจัยในท้องถิ่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และด้านการจัดการยังมีน้อยมาก
|