แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
หลายสิบปีที่ผ่านมางานวิจัยในประเทศไทยมักถูกตั้งโจทย์โดยนักวิชาการ
หน่วยงานต่าง ๆ เพียงเพื่อทดสอบทฤษฎีบางอย่างหรือต้องการหาคำตอบบางอย่างที่กลุ่มคนเหล่านั้นสนใจ
หรือเข้าไปทำวิจัยในท้องถิ่นเพื่อการวางแผน กำหนดนโยบายบางอย่างเพื่อคลี่คลายปัญหาต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ต่าง
ๆ ของประเทศ แต่ก็ยังเป็นที่กังขาว่าผลงานวิจัยได้ถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่หรือไม่
สามารถตอบคำถามในชุมชนและนำไปแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
เพราะหลาย ๆ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข และในบางปัญหากลับดูเหมือนว่าจะรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากขาดการคำนึงว่าชุมชนต้องการจะคลี่คลายในสิ่งที่กลุ่มคนภายนอกเข้าไปศึกษาหรือไม่
กล่าวคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องมักจะไม่ได้นำงานวิจัยไปใช้หรือไม่ตอบสนองกับปัญหาของชุมชนนั่นเอง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงพยายามสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ในการสนับสนุนงานวิจัย
คือ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่จะทำวิจัย โจทย์ควรมาจากชุมชนท้องถิ่น
ทำแล้วก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้และเก่งขึ้น
บนฐานคิดความหมายการวิจัยของศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ที่ได้กล่าวไว้ว่า
วิจัยที่แท้จริงนั้นจะต้องเป็นการวิจัยที่หมายความถึง การแสวงคำตอบที่เป็นระบบเปิด
และเรื่องของการพัฒนาจะต้องตั้งโจทย์ที่เป็นระบบเปิด เพราะฉะนั้น
นอกจากเข้าใจปัญหา และมองแนวทางในการแก้ปัญหา
เราก็มีโจทย์ในการวิจัยนั้น
ซึ่งได้ชี้ช่องทางให้เราเห็นถึง
แนวทางการพัฒนา หมายความว่า
เป็นการพัฒนาต่อไป
เป็นการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ขึ้นอยู่กับศักยภาพของท้องถิ่นโดยเฉพาะ
การทำงานวิจัยในรูปนี้
เราจะต้องมองเงื่อนไข ศักยภาพ เพื่อที่จะให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อมีงานวิจัย มีข้อมูลและประสบการณ์จากหลาย
ๆ พื้นที่ หลาย ๆ ชุมชนทั่วประเทศเพียงพอ ก็คาดว่าจะสามารถนำไปสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้
เพื่อผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับภาค ระดับประเทศ
ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นคลี่คลายในที่สุด
หลักการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นองค์กรนอกระบบราชการ
บริหารงานโดยอิสระ ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อตั้งขึ้นในปี
พ.ศ.2536 เพื่อให้การสนับสนุนการวิจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี
และงานวิชาการด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยมีการแบ่งเป็นฝ่ายงานต่าง
ๆ ได้แก่ฝ่าย 1 นโยบายชาติ และความสัมพันธ์ข้ามชาติ ฝ่าย 2 เกษตร
ฝ่าย 3 สวัสดิภาพสาธารณะ ฝ่าย 4 ชุมชน ฝ่าย 5 อุตสาหกรรม และฝ่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค (สกว. สำนักงานภาค)
ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2541 เพื่อให้ดำเนินการในฝ่ายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภายใต้แนวคิดใหม่
เน้นการสร้างกระบวนการ ติดอาวุธทางปัญญา (Empowerment) แก่ชุมชน
และท้องถิ่น รวมทั้งเน้นให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากกระบวนการวิจัย
หรืออีกนัยหนึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างบรรยากาศ การเรียนรู้ของทุกคน
ทุกคนเรียนรู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่
ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ที่สำคัญคือ สกว. สำนักงานภาค จะต้องเน้นการจัดการ และประสานให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง
ปัญญา (นักวิจัย)และ พัฒนา (นักพัฒนา) ทั้งในระดับท้องถิ่น
ระดับจังหวัด ระดับชาติ ที่ดำเนินงานแบบแยกส่วน ต่างคน ต่างทำอยู่ในปัจจุบัน
ดังคำขวัญ สร้างสรรค์ปัญญา พัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้ สังคมไทยได้ใช้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง
เชื่อถือได้ ในการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจ แทนการใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์
นำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหา พัฒนาตนเอง และพึ่งตนเองได้ในชุมชน
ท้องถิ่น ตลอดจนการพัฒนาประเทศชาติที่ยั่งยืนในที่สุด
ระบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวถึงระบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่นไว้ว่าจะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ
ดังต่อไปนี้
1) ระบบทรัพยากร
ต้องมีระบบทรัพยากรที่มาจากส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น
2) หน่วยงานจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ต้องมีหน่วยงานจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่สามารถเรียนรู้
และพัฒนาศาสตร์และศิลป์ในการจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการจัดงานวิจัยในภาพรวมของประเทศ
ซึ่งหน่วยจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นนี้อาจมีหน่วยงานเดียวดูแลทั้งประเทศ
หรืออาจแยกเป็น 2 - 3 หน่วยงาน แบ่งพื้นที่กันดูแลตามความเหมาะสม
3) นักบริหารวิจัยเพื่อท้องถิ่น
เนื่องจากการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในประเทศไทยเป็นเรื่องใหม่ นักวิจัยเองยังไม่สันทัด
ไม่คุ้นเคย และคนใน ท้องถิ่นเองก็ยังไม่คุ้นเคย จึงต้องการนักบริหารงานวิจัยเข้าไปจัดกระบวนการแปรความต้องการของชาวบ้านให้เป็นโจทย์วิจัย
จัดกระบวนการเพื่อกำหนดกระบวนการหรือวิธีวิจัย และแปลผลการวิจัย
ตลอดจนนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น ซึ่งนักบริหารงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
จะต้องมีทักษะจำเพาะหลายด้าน ที่แตกต่างไปจากนักบริหารงานวิจัยโดยทั่วไป
4) สถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ต้องมีการจัดตั้งและส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรทั้ง 3 กลุ่ม
ได้แก่ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนา เอกชน องค์กรวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นกลไกในการรับใช้ชุมชนท้องถิ่น
ในการส่งเสริมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างฐานความรู้เพื่อท้องถิ่น
5) นักวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ควรประกอบด้วยนักวิจัยจากหลายสาขาวิชาหลายพื้นฐานประสบการณ์
แต่มีส่วนที่เหมือนกันหรือมีเจตนารมณ์ร่วมกันคือต้องการเข้ามาอำนวยความสะดวยให้ชาวบ้านสร้างความรู้เพื่อใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นของตน
6) นักวิจัยเชิงทฤษฎี
นักวิจัยเชิงทฤษฎีจะต้องเข้ามาจับภาพรวม ภาพใหญ่ พัฒนาเป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นเองภายในประเทศจากข้อมูลท้องถิ่น
ซึ่งในขณะนี้แทบจะไม่มีทฤษฎีทางสังคมที่สร้างขึ้นเองภายในประเทศจากข้อมูลท้องถิ่นเลย
7) ระบบข้อมูลเพื่อการวิจัยท้องถิ่น
ข้อมูลส่วนหนึ่ง (ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนใหญ่ที่ต้องการ) คือ ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั่วประเทศ
ประเด็นที่สำคัญ คือ ความแม่นยำและทันสมัยของข้อมูล จะต้องมีการจัดเก็บและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
และมีการประมวลและใช้ข้อมูลในแต่ละท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์
ระบบการวิจัยเพื่อท้องถิ่นในประเทศไทย ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
จึงยังต้องการการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริหารจัดการ
จึงควรเป็นระบบเปิด ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เป็นการนำไปสร้างความรู้
เท่ากับว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันพัฒนาระบบนี้ โดยมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่
คือ สังคมไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานความรู้ และการสร้างความรู้ในทุกส่วนของสังคม
|