หน้าแรก | ข่าว | กิจกรรม | บทความ | หนังสือ | โครงการวิจัย | มัลติมีเดีย | เกี่ยวกับ | ติดต่อ  
 
   
 
  หน้าแรก
  จดหมายข่าว
  งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
  หนังสือ
  ติดต่อสอบถาม

 

RE งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์
ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องทิ่น : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)
ห้องสมุดงานวิจัย สกว.
ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย





   
 
เครื่องมือวิจัยท้องถิ่น
หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ

5) หลักปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ การดำเนินการใด ๆ ก็ตามจะต้องแจ้งให้หัวหน้าโครงการได้รับทราบถึงแผนการดำเนินงาน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการเบิกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น ๆ

(1) การยืมเงินทดรองจ่าย เป็นการดำเนินการหรือดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย และจำ เป็นต้องจ่ายเงินเป็นเงินสดในงบประมาณที่ค่อนข้างสูง ไม่ทราบวงเงินที่แน่นอนล่วงหน้า และเห็นว่าไม่สามารถที่จะสำรองจ่ายล่วงหน้าได้ เช่น การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เวทีการเพิ่มทักษะให้นักวิจัยและพี่เลี้ยง เวทีเครือข่าย ทีมวิจัยจะต้องยืมเงินทดรองจ่ายล่วงหน้าเพื่อดำเนินงานนั้น ๆ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับการยืมเงินทดรองจ่ายดังนี้ คือ

ขั้นตอนของผู้ยืมเงินทดรองจ่าย
1. จัดทำแผนการดำเนินงานหรือการดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย
          ก. วัตถุประสงค์การดำเนินงาน
          ข. รายละเอียดของกิจกรรม/วันที่ต้องการดำเนินการ
          ค. วงเงินงบประมาณ
2. เสนอแผนการดำเนินงานต่อหัวหน้าโครงการหรือผู้ควบคุมการใช้จ่ายเงินเพื่อให้หัวหน้าโครงการหรือผู้ควบคุมทางการเงินอนุมัติในหลักการ
3. ดำเนินงานตามที่ได้รับอนุมัติ
4. สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อเคลียร์เงินยืมทดรองจ่าย ซึ่งแบ่งเป็น
กรณีจ่ายเงินไปน้อยกว่าหรือเท่ากับงบประมาณหรือวงเงินที่ขออนุมัติ ต้องดำเนินการดังนี้
          - รวบรวมหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงินและหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน กรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงิน
          - หลักฐานใบส่งของ หรือหลักฐานการส่งมอบสินค้า (ในกรณียืมเงินเพื่อจัดซื้อหรือจัดจ้าง)โดยมีลายมือผู้ส่งของ/ผู้ส่งมอบงานและผู้รับของ/ผู้รับมอบงานและกรรมการตรวจรับ
          - จัดทำหนังสือขออนุมัติจ่ายเงิน (ตามที่จ่ายจริง) เพื่อเคลียร์กับใบยืมเงินทดรองจ่าย เช่น ตามที่ได้ยืมเงินทดรองจ่ายเพื่อเดินทางไปเก็บข้อมูล จำนวน 5,000 บาท (ห้าพันบาท) นั้น บัดนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง จำนวน 4,500 บาท (สี่พันห้าร้อยบาท) ตามเอกสารการเงินดังแนบ จึงขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน 4,500 บาท (สี่พันห้าร้อยบาท) และขอคืนเงินเหลือจ่ายจำนวน 500 บาท (ห้าร้อยบาท)ด้วย และให้หัวหน้าโครงการหรือคณะกรรมการควบคุมการใช้จ่ายเงินลงนามอนุมัติ
กรณีจ่ายเงินไปเกินกว่างบประมาณหรือวงเงินที่ขออนุมัติ ต้องดำเนินการดังนี้
          - รวบรวมหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงินและหรือใบรับรองแทน ใบเสร็จรับเงิน กรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงิน
          - จัดทำหนังสือขออนุมัติจ่ายเงิน (ตามที่จ่ายจริง) เพื่อเคลียร์กับใบยืมเงินทดรองจ่าย เช่น ตามที่ได้ยืมเงินทดรองจ่าย
          - ระบุวงเงินที่ใช้จริง
          - ระบุวงเงินที่จ่ายเกิน และขออนุมัติจ่ายเงินเพิ่ม
          - ระบุค่าใช้จ่ายแยกประเภทให้ชัดเจน
เช่น ตามที่ได้ขออนุมัติเงินทดรองจ่าย เพื่อเดินทางไปเก็บข้อมูล ณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 5,000 บาท (ห้าพันบาท) บัดนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีค่าใช้จ่ายจำนวน 6,000 บาท (หกพันบาท) ซึ่งสำรองจ่ายไปก่อน ตามเอกสารการเงินดังแนบ จึงขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน 6,000 บาท (หกพันบาท) และขออนุมัติเบิกเงินส่วนที่เกิน จำนวน 1,000 บาท (หนึ่งพันบาท) ด้วย และให้หัวหน้าโครงการหรือคณะกรรมการควบคุมการใช้จ่ายเงิน ลงนามอนุมัติ

ขั้นตอนของเจ้าหน้าที่การเงินในการเคลียร์เงินยืมทดรองจ่าย
1. ตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงินให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ถูกต้อง สอดคล้องกับใบขออนุมัติ
2. หักล้างเงินยืม โดย
          - กรณีมีเงินเหลือ ให้ออกใบเสร็จรับเงิน หรือกรณีไม่มีใบเสร็จรับเงินให้สร้างแบบฟอร์มที่ผู้ยืมเงินสามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานได้ และนำเงินที่เหลือฝากธนาคาร
          - กรณีขอเบิกเงินเพิ่ม นำหลักฐานการจ่ายเงินเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินในส่วนที่เพิ่ม เพื่อเบิกเงินคืนแก่ผู้ยืมและให้ผู้ยืมลงนามเพื่อเป็นหลักฐานเมื่อได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว

(2) การจ่ายเงินสดย่อย เงินสดย่อย คือ เงินที่บุคคลใด บุคคลหนึ่งในโครงการ (เช่น ธุรการหรือเจ้าหน้าที่การเงิน) เป็นผู้ถือเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน เช่น ค่าส่งจดหมาย ค่าซื้อแสตมป์ ค่าวัสดุเครื่องเขียนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้น ซึ่งควรมีวิธีการจ่ายเงินสด ดังนี้

  1. 1. หัวหน้าโครงการควรระบุรายการที่สามารถใช้เงินสดย่อยได้ และกำหนดผู้รับผิดชอบ หรือมีอำนาจในการจ่ายเงินตามวงเงินที่กำหนด เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ได้แก่
    - เป็นหนี้ที่ต้องชำระด้วยเงินสด ซึ่งเจ้าหนี้ไม่ยินยอมรับชำระหนี้ด้วยเช็ค
    - เป็นการจ่ายเงินตามใบสั่งซื้อสินค้า ที่มีราคาไม่เกิน 5,000 บาท
    - เป็นการยืมเงินตามสัญญายืมเพื่อซื้อของ หรือยืมเงินทดรองจ่ายเพื่อปฏิบัติงานในวงเงิน ไม่เกิน 5,000 บาท
  2. ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติกำหนดวงเงินสดย่อยเพื่อไว้ใช้จ่ายในโครงการฯ เพื่อความสะดวกในการ ใช้จ่าย
  3. ต้องมีหลักฐานการรับเงินเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงินหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินถ้าผู้ขายไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานได้ ในวงเงิน 1,000 บาท
  4. เมื่อผู้รับผิดชอบเงินสดย่อยเห็นว่า เงินสดย่อยที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายให้ดำเนินการเบิกเงินเพิ่มเติมชดเชยเงินสดย่อยในจำนวนเท่ากับเงินสดย่อยที่จ่ายไปแล้ว เพื่อสมทบให้จำนวนเงินสดย่อยคงเหลือตามวงเงินที่กำหนด
  5. ควรมีการตรวจสอบการจ่ายเงินสดย่อยและเงินสดย่อยคงเหลือ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งและรายงานผลการตรวจสอบพร้อมสรุปเงินสดย่อยให้หัวหน้าโครงการทราบ
  6. ในการจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินที่ถูกต้องซึ่งได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน และ/หรือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน
6) การโอนเงินอุดหนุนโครงการวิจัย สกว. สำนักงานภาค จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีโครงการในกรณีที่ โครงการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนโครงการที่เปิดบัญชีธนาคารอื่น ทางเจ้าหน้าที่จะส่งเช็คธนาคารไปให้โครงการวิจัยเพื่อนำเช็คธนาคารไปขึ้นเงิน และแจ้งให้หัวหน้าโครงวิจัยและศูนย์ประสานงานทราบถึงความคืบหน้าในการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือการส่งเช็คธนาคารไปยังโครงการวิจัยพร้อมส่งหนังสือยืนยันให้ได้รับทราบ

7) การจัดสรรงบประมาณของโครงการวิจัย ตามหลักการแล้ว สกว. สำนักงานภาค สนับสนุนให้มีการบันทึกค่าใช้จ่าย และลงบัญชีตามความเป็นจริง แม้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ตรงกับงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไว้ก็ตาม ทั้งนี้ ควรแจ้งขออนุมัติเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าวพร้อมชี้แจงเหตุผลประกอบหรือให้คำอธิบาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใบเสร็จรับเงินเพื่อไปลงหมวดอื่น หาวิธีการต่าง ๆ ในการหลีกเลี่ยงรายการนั้นหรือการลงบัญชีผิดหมวดค่าใช้จ่ายโดยไม่เจตนาเพราะสามารถชี้แจงได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเก็บหลักฐานทางการเงินและการลงบัญชี และช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการติดต่อสื่อสาร ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการ จึงได้มีการแบ่งรายจ่ายหรือจัดสรรงบประมาณออกเป็นหมวดต่าง ๆ ดังรายละเอียด
(1) หมวดค่าตอบแทน โดยหลักการการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าจ้างตามเกณฑ์ที่ระบุให้แก่ ผู้ใด ในอัตราเท่าใด และในช่วงเวลาใด ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของหัวหน้าโครงการ หรือตามที่ระบุไว้ในสัญญาโครงการ
          1. ค่าตอบแทนนักวิจัย
 ก.
โดยปกติจะจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัยเป็นรายเดือน ตามระยะเวลาที่นักวิจัยดำเนินงานกับโครงการ ซึ่งอาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของโครงการ หรือตลอดระยะเวลาของโครงการก็ได้ (เพราะในบางโครงการมีนักวิจัยหลายสาขา ซึ่งหมุนเวียนกันเข้ามาทำงานกับโครงการเฉพาะบางช่วงตามแผนงานที่กำหนด)
ข. หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัยเป็นรายงวดแทนการจ่ายค่าตอบแทนนักวิจัยเป็นรายเดือนก็ได้ โดยจ่ายเป็นเงินก้อนตามงานที่เสร็จในแต่ละงวด เช่น เมื่อส่งรายงานความก้าวหน้าเฉพาะส่วนที่รับผิดชอบ และสามารถงดจ่ายค่าตอบแทนแก่
นักวิจัยชั่วคราวได้ หากนักวิจัยผู้นั้นไม่อยู่ปฏิบัติงานเป็นระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน เช่น ไปอบรม หรือดูงานต่างประเทศ หรือดำเนินการใด ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการโดยตรง หรือเดินทางไปศึกษาต่อ หรือหยุดปฏิบัติงานในโครงการด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม หรือเมื่อนักวิจัยไม่ได้ทำงานตามที่ได้ตกลงกันไว้ (ไม่มีผลงานและ/หรือไม่มีรายงานความก้าวหน้าที่มีคุณภาพ)
ค. สามารถโอนเงินค่าตอบแทนที่เหลือในโครงการวิจัยไปใช้จ่ายในหมวดอื่นได้ แต่โอนเงินหมวดอื่น ๆ มาเป็นหมวดค่าตอบแทนเพิ่มเติมไม่ได้
ง. หากในระยะเวลาที่โครงการวิจัยดำเนินการอยู่ มีนักวิจัยคนใดได้รับค่าตอบแทนจากทุนโครงการอื่น ๆ อีก หัวหน้าโครงการต้องแจ้งให้ สกว. สำนักงานภาค ทราบทันที เพื่อพิจารณา ทบทวนการแบ่งเวลาทำงาน และการจ่ายค่าตอบแทนตามความเหมาะสม
จ. นักวิจัยและบุคคลอื่นในโครงการที่ได้รับค่าตอบแทนจาก สกว. สำนักงานภาค มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนรายได้นั้นตามกฎหมาย
ฉ. นักวิจัยที่ได้รับค่าตอบแทนแล้วจะไม่สามารถเบิกค่าล่วงเวลาได้ เพราะถือเป็นความรับ ผิดชอบของนักวิจัยต่องานนั้น ๆ ให้สำเร็จไปได้ด้วยดี

          2. ค่าตอบแทนที่ปรึกษา
ก. การจ่ายค่าตอบแทนที่ปรึกษาควรจ่ายตามวันที่ได้ทำงานจริง (Man-days) เช่น เมื่อไปเยี่ยมโครงการ หรือมาประชุมร่วมกับทีมวิจัย หรือทำงานบางส่วนให้กับโครงการวิจัยสำเร็จโดยใช้อัตราตามเกณฑ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
ข. ค่าตอบแทนที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้รู้ในแต่ละเรื่องที่เห็นว่าจะเป็นผู้ช่วยให้ความ ชัดเจนในเนื้อหาเรื่องนั้น ๆ สามารถจ่ายค่าตอบแทนให้ได้โดยอยู่ในเกณฑ์ระหว่าง 400 – 1,000 บาท เช่น เชิญปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้รู้มาเป็นวิทยากรในที่ประชุมทั้งการให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นหัวหน้าโครงการจากโครงการวิจัยอื่นที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกว. อยู่แล้ว มาร่วมเป็นวิทยากร เกณฑ์ค่าตอบแทนไม่ควรเกิน 400 บาท หรือหากเชิญนักวิชาการมาเป็นวิทยากรในเวทีให้พิจารณาตามดุลยพินิจจากตำแหน่ง คุณวุฒิ ประสบการณ์ และเนื้อหาที่จะมาให้ความรู้ในครั้งนั้น ๆ
ค. ค่าตอบแทนที่ปรึกษา ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ที่พัก ฯลฯ ของที่ปรึกษา ซึ่งโครงการจะต้องจ่ายให้ต่างหาก จากหมวดค่าใช้สอย

(2) หมวดค่าจ้าง

  1. จ้างทำงานทั้งเต็มเวลา (Full- time) และนอกเวลา (Part-time) ในลักษณะรายวันหรือ รายเดือนก็ได้ โดยค่าจ้างแตกต่างจากค่าใช้สอยตรงที่ค่าจ้างจะจ่ายโดยใช้เวลาเป็นฐาน (Time-based) ส่วนค่าใช้สอยนั้นจ่ายโดยใช้ชิ้นงานเป็นฐาน (Task-based) คือ เหมาจ่ายเป็นชิ้นงานเมื่อทำเสร็จ โดยไม่คำนึงถึงว่างานนั้นเสร็จเร็วหรือช้ากว่าที่ประมาณการ
  2. อัตราค่าจ้างเริ่มต้นต้องไม่เกินกว่าที่ระบุในเอกสารโครงการ นอกจากจะได้รับการอนุมัติเป็นอย่างอื่น เช่น ในกรณีที่ลูกจ้างมีประสบการณ์การทำงานตรงกับงานที่จะทำในโครงการ ให้นำจำนวนปีที่มีประสบการณ์มาเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการกำหนดอัตราเงินเดือนเริ่มต้น ทั้งนี้ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของหัวหน้าโครงการแต่ละโครงการด้วย และในส่วนของสัญญาจ้างอาจใช้รูปแบบสัญญาลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยราชการได้ โดยจ้างครั้งละ 1 ปี และให้ถือว่าเป็น ลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานต้นสังกัด (โดยขอให้มีคำสั่งอนุมัติการจ้าง จากหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัด) เนื่องจากจะเป็นผลดีต่อการยอมรับเจ้าหน้าที่โครงการของหน่วยงานต้นสังกัด และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานต้นสังกัดได้ รวมทั้งสามารถรับภาระงานบางอย่างจากหน่วยงานต้นสังกัดได้ เช่น การอยู่เวรยามเป็นครั้งคราว โดยทางโครงการสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันสังคมตามกฎหมายให้กับลูกจ้างได้
  3. ในช่วงแรกของการจ้าง (3-6 เดือน) หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาใช้อัตราจ้างต่ำกว่าเกณฑ์เริ่มต้นก็ได้ และสามารถปรับอัตราจ้างให้สูงตามเกณฑ์ หากลูกจ้างสามารถทำงานได้ดี และเป็นประโยชน์กับโครงการ ทั้งนี้ หัวหน้าโครงการควรพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ปีละ 5-10% แต่ค่าจ้างโดยรวมของลูกจ้างทุกคนในโครงการควรมีอัตราเงินเดือนเพิ่มเฉลี่ยไม่เกิน 6%
  4. สำหรับนิสิต นักศึกษาที่ช่วยงานในโครงการ หัวหน้าโครงการอาจพิจารณาจ้างเป็นช่วง ๆ ตามปริมาน หรือจ้างเป็นรายเดือนก็ได้ หากจ้างเป็นรายเดือนให้ใช้เกณฑ์ตามวุฒิขั้นสุดท้ายเป็นอัตราเงินเดือนเต็ม คูณด้วยสัดส่วนของเวลาการจ้าง เช่น หนึ่งในสี่ หนึ่งในสาม หรือครึ่งหนึ่งของเวลาทำงาน ส่วนนิสิต นักศึกษาที่ยังมีรายวิชาที่ยังเรียนอยู่ ไม่ควรคิดเวลาจ้างเกินครึ่งหนึ่งของเวลาเต็ม ส่วนนักศึกษาที่เรียนครบรายวิชาแล้ว และอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียว สามารถจ้างในสัดส่วนเวลาที่สูงกว่านี้ได้
  5. ค่าล่วงเวลาสำหรับลูกจ้างที่ทำงานนอกเวลาปกติ ให้หัวหน้าโครงการพิจารณาตามความเหมาะสม
  6. ลูกจ้างในโครงการที่ได้รับค่าจ้างจาก สกว. สำนักงานภาค มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องแจ้งและเสียภาษีเงินได้ในส่วนรายได้นั้นตามกฏหมาย
(3) หมวดค่าใช้สอย
          ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าใช้สอย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อบริการต่าง ๆ และค่า
ใช้จ่ายที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เช่น
          1. ค่าเดินทาง
ก. ค่าพาหนะ จ่ายตามจริง และมีใบสำคัญตัวจริง เช่น กากตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถทัวร์ เรือ หรือรถไฟไม่จ่ายค่าพาหนะในลักษณะ “ตามสิทธิ” ต้องเบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง หากไม่ได้เดินทางด้วยพาหนะชนิดนั้นก็ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าโดยสารชนิดนั้น โดยหลักการ สกว. ภาค หากมีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จะเบิกจ่ายเป็นกิโลเมตร 3 บาท และรถจักรยานยนต์ กิโลเมตรละ 2 บาท(รวมค่าบำรุงรักษาและเสื่อมราคาแล้ว) ตามระยะทางที่ปฏิบัติงาน หากเป็นการเดินทางโดยรถโดยสารจะจ่ายไปตามราคาตั๋วโดยสารที่จ่ายจริง แต่ไม่ให้เกินราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดระหว่างจังหวัดนั้น
ในกรณีเดินทางระหว่างจังหวัดเมื่อมีการเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและเครื่องบินแล้ว เห็นว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด) ให้เบิกจ่ายค่าเดินทางได้ไม่เกินค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด แต่หากคิดเฉลี่ยค่าเดินทางเป็นรายบุคคลแล้ว การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวถูกกว่าให้เบิกจ่ายตามการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้ เช่น ลักษณะการเปรียบเทียบการเดินทางจากเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนไปกลับ 658 กม.
- เดินทางโดยรถยนต์ ส่วนตัว 658 กม. คูณ กิโลเมตรละ 3บาท = 1,974 บาท
- เดินทางโดยเครื่องบิน (ชั้นประหยัด) =1,740 บาท
- หากเดินทาง เพียง 1คน สามารถเบิก ได้ ไม่เกินราคาตั๋วเครื่องบิน 1,740 บาท
- หากเดินทาง 2 คน : โดยรถยนต์เฉลี่ย 1,974 / 2 = 987 บาท
: โดยเครื่องบินต่อคน = 1,780 บาท
เบิกค่าเดินทางสำหรับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้
และในกรณีที่ต้องเดินทางต่อไปในพื้นที่ ซึ่งต้องรวมค่าใช้จ่ายระหว่างค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าเช่ารถ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว “สามารถเบิกค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวได้” แต่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลการเบิกจ่ายในเอกสารให้ “ชัดเจน”
สำหรับการเดินทางระหว่างจังหวัดที่ไม่มีการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้ไม่มีข้อเปรียบเทียบค่าเดินทางระหว่างค่าเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวกับตั๋วเครื่องบิน และหากคำนวณจากระยะทางที่กรมทางหลวงกำหนด ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ทางโครงการสามารถเบิกจ่ายเป็นค่าน้ำมันที่จ่ายตามจริงได้ เช่น จากอุบลราชธานี ถึง บุรีรัมย์ ระยะทาง 538 กม. = 538 กม. X 3 บาท = 1,614 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น คือ เติมน้ำมันเพียง 1,000 บาท ให้เบิกตามบิลน้ำมัน และบิลน้ำมัน “ต้องเป็นบิลที่สมบูรณ์” ทั้งนี้ ต้องชี้แจงรายละเอียดไว้ใน “ใบสำคัญรับเงิน” ที่เป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายด้วยว่า “หากเบิกจ่ายตามระยะทางกิโลเมตรสูงเกินกว่าที่จ่ายตามจริงมาก”
กรณีเดินทางโดยทางเท้า ให้สามารถเบิกเป็นค่าตอบแทนได้ในอัตราไม่เกินวันละ 100 บาท ทั้งนี้ จะต้องเป็นพื้นที่ห่างไกล ยานพาหนะเข้าไปไม่ถึง และจำเป็นต้องเดินทางมาล่วงหน้า 1-2 วัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ของ สกว. สำนักงานภาค
หากเป็นการเดินทางโดยเรือให้สามารถเบิกได้เช่นเดียวกับการเดินทางรถโดยสาร หรือ รถเช่า
การเดินทางโดยการเช่ารถ จะทำได้ในกรณีที่เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่อคนแล้วว่าอัตราใช้จ่ายโดยการเช่ารถ “ถูกกว่า” และเป็นพื้นที่เฉพาะที่รถโดยสารเข้าไม่ถึง เช่น การเดินทางในเขตภูเขาสูง ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น สามารถเช่ารถได้ตามความเหมาะสมของสถานที่นั้น ๆ (เบิกได้ทั้งค่าเช่ารถและค่าน้ำมันตามใบเสร็จรับเงินที่จ่ายจริง)
เบิกได้จากการเช่าเหมารถ คือ เป็นการเช่ารถที่ตกลงกับบริษัทรถเช่าโดยรวมค่าน้ำมันเรียบร้อยแล้ว
ข. การวินิจฉัยว่าผู้ใดมีสิทธิเดินทางโดยเครื่องบิน รถไฟปรับอากาศ รถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ และจะเบิกจ่ายอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ ให้อยู่ภายใต้หลักการ “ประหยัดและจำเป็น” และภายในกรอบงบประมาณที่มีอยู่

          2. ค่าที่พัก ในกรณีที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่ที่จำเป็นต้องค้างคืน หากผู้ร่วมโครงการไปพักบ้านญาติ บ้านเพื่อน ฯลฯ จะเบิกค่าที่พักไม่ได้ แต่จะเบิกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์ เช่น หากที่พักอยู่ห่างไกลก็เบิกค่าพาหนะเพิ่มเป็นพิเศษ เป็นต้น การพักในโรงแรมต่างจังหวัดสามารถเบิกจ่ายค่าที่พักได้ตามจริง “แต่ต้องไม่เกิน 1,200 บาท ต่อวัน” โดยมีเอกสารการเบิกจ่าย คือ รายการแสดงการเข้าพัก (FOLIO) และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง หรือ ในกรณีปฏิบัติงานในชุมชนต้องพักค้างคืนตามบ้าน จำเป็นต้องจ่ายเงินให้เจ้าบ้าน ค่าที่พักไม่ควรเกิน 300 บาทต่อวัน โดยให้เจ้าของบ้านที่เข้าพักลงนามในใบสำคัญรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย หรืออาจจะจ่ายเป็นค่าตอบแทนอย่างอื่นให้เจ้าบ้าน หรือเป็นค่าบำรุงวัดในกรณีที่ค้างคืนในวัด

          3. ค่าอาหาร กรณีทำงานในพื้นที่ หรือชุมชน และมีการจัดเวที ที่มีการเลี้ยงอาหารแก่ผู้เข้าร่วมประชุมควรจะปรับหลักเกณฑ์ตามสถานการณ์ให้เหมาะสมกับความเป็นจริง ดังเช่น
กรณีที่เป็นการจัดเวทีเล็ก ๆ ในชุมชน และมีจำนวนคนไม่เกิน 20 คน ไม่ควรจ้างเหมาทำ อาหาร ควรจัดซื้อเป็นอาหารกล่องจะเหมาะสมกว่า
กรณีที่ชุมชนเป็นพื้นที่ห่างไกล ไม่สะดวกในการจัดซื้ออาหารสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม สามารถจ้างชาวบ้านให้ทำอาหารได้แต่ไม่ควรเกิน 50 บาท/คน/มื้อ (หรือเหมารวม) ในส่วนเอกสารการเงินให้ผู้รับจ้างทำอาหารกรอกเอกสารพร้อมลงนามในใบสำคัญรับเงินเป็นค่าจ้างแม่บ้านทำอาหาร และแนบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมไว้ด้วย
ถ้ามีการเลี้ยงอาหารในการประชุมแต่ละครั้งแล้ว บุคคลในทีมวิจัยและนอกทีมวิจัยจะไม่ สามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้อีก เนื่องจากความหมายของค่าเบี้ยเลี้ยง คือ ค่าอาหารในระหว่างปฏิบัติงาน

          4. ค่าเบี้ยเลี้ยง เบิกได้ตามอัตราของ สกว. สำนักงานภาค โดยหัวหน้าโครงการพิจารณาตามสถานการณ์และความเป็นจริงของการปฏิบัติงานว่าสมควรจะเบิกจ่ายให้หรือไม่ เท่าไหร่ ซึ่งนัย สกว. ค่าเบี้ยเลี้ยงคือค่าอาหาร โดยไม่ควรยึดติดกับระเบียบราชการเพียงอย่างเดียว เช่น หากมีการเดินทางออกนอกเขตจังหวัด หรือออกนอกสถานที่เกิน 12 ชั่วโมงสามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้

          5. ค่าจ้างในลักษณะที่เป็นงานเหมาต่อชิ้นงาน เช่น ค่าจ้างวิเคราะห์ตัวอย่าง ค่าจ้างจัดทำอุปกรณ์หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ ค่าจ้างทำเอกสาร ค่าจ้างเหมาเตรียมดิน ค่าโฆษณาและเผยแพร่ ค่าลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ ค่าจ้างบรรทุกของ ค่าเช่ารถ ค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ซึ่งค่าจ้างเหมาบริการเช่นนี้ต้องมีผู้ตรวจรับงานก่อนจ่ายเงิน ซึ่งโดยปกติจะเป็นหัวหน้า โครงการลงนามตรวจรับงานในใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญรับเงิน

          6. ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ จ่ายเพื่อทำประกันอุบัติเหตุให้ผู้ประสานงาน ที่ปรึกษา หัวหน้า โครงการ นักวิจัยในโครงการ ผู้ช่วยวิจัย คนขับรถ ที่มีหน้าที่ออกปฏิบัติงานสนามประจำ หรือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติงานวิจัย ซึ่งปัจจุบันค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุนี้ยังไม่รวมถึง นักศึกษาที่ร่วมทำงานในโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิทยานิพนธ์ (เบี้ยประกันไม่เกิน 2,500 บาทต่อคนต่อปี)

          7. ค่าสมาชิกวารสารวิชาการ ค่าสมาชิกในสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานในโครงการ และค่าสมาชิกอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น

          8. ค่าจัดทำเอกสารรายงาน ได้แก่ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าเข้าเล่ม ค่าจัดทำรายงาน เป็นต้น

          9. ค่าใช้จ่ายอื่นในส่วนอื่นๆ ที่สามารถเบิกจ่ายได้ในส่วนที่ใช้ในโครงการวิจัยโดยแบ่งตามสัดส่วนที่ใช้ในงานของ สกว. สำนักงานภาค เท่านั้น เช่น
ค่าบำรุงสถานที่ทำงาน กรณีศูนย์ประสานงานใช้สถานที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ หากมีค่าใช้จ่ายส่วนของค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ เบิกจ่ายได้ตามที่ระบุในสัญญา หากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างนี้ให้ทำหนังสือถึง หัวหน้าสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค เพื่อขออนุมัติจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ค่าโทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์สามารถเบิกได้ตามจริงที่ใช้ในงานของโครงการ หากเป็นโทรศัพท์ที่บ้าน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัว ระบบ วัน ทู คอลหรือ ดีพร้อมท์ (ONE TO CALL / DPROMT) สำหรับระบบที่ไม่แสดงหมายเลขโทรออกไม่สามารถตรวจสอบได้ สามารถทำได้โดยการกรอกรายละเอียดหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรออกว่าติดต่อไปเบอร์ไหนบ้างลงในใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย
ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นนอกเหนือจากสัญญาและเป็น ค่าใช้จ่ายไม่สอดคล้องกับโครงการวิจัย สกว. สำนักงานภาค จะไม่รับผิดชอบงบประมาณในส่วนนั้น กล่าวคือไม่ยอมรับรายงานการเงินที่รวมค่าใช้จ่ายส่วนนั้นอยู่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ระบุในสัญญาเท่านั้น หากเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการดำเนินงาน ถือว่าอยู่นอกเหนือข้อตกลงทั้งสองฝ่าย ยกเว้นได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

(4) หมวดค่าวัสดุ ค่าใช้จ่ายในหมวดค่าวัสดุ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสิ่งของที่สิ้นเปลือง เปลี่ยนสภาพ หรือหมดสภาพในเวลาสั้น (เกณฑ์ที่นำมาใช้ในการพิจารณาถึงลักษณะของวัสดุ คือ 1. วัสดุดังกล่าวมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 บาท 2. ระยะเวลาในการใช้งานวัสดุนั้นไม่เกิน 1 ปี เป็นต้นไป) ตัวอย่างวัสดุสิ้นเปลือง เช่น เครื่องเขียน กระดาษ แสตมป์ ฯลฯ หนังสือ วารสาร วัสดุ Computer เครื่องมือการทำงานอื่น ๆ ซึ่งในการจัดซื้อวัสดุสำนักงาน หากวัสดุประเภทใดที่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อยครั้ง ควรจะซื้อเก็บไว้ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าโครงการ

(5) หมวดค่าครุภัณฑ์
1. การจัดซื้อครุภัณฑ์ ให้จัดซื้อตามรายการที่ระบุไว้ในสัญญาโครงการเท่านั้น (งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไม่สนับสนุนครุภัณฑ์ยกเว้นเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริง ๆ) หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรายการครุภัณฑ์ ต้องหารือถึงความจำเป็นเพื่อขออนุมัติจาก สกว. สำนักงานภาค ก่อน และควรซื้อเฉพาะรายการที่จำเป็นต้องใช้จริงในขณะนั้นเท่านั้น รายการใดที่ยังไม่จำเป็น หรือยังไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้หรือไม่ หรือมีแนวโน้มว่าอาจจะได้มาจากแหล่งอื่น เช่น งบประมาณปกติ (ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทราบหลังจากที่ได้เริ่มโครงการหรือทำงานในโครงการไประยะหนึ่งแล้ว) ควรรอไว้ก่อน หากไม่จำเป็นต้องซื้อครุภัณฑ์รายการใด หรือสามารถซื้อครุภัณฑ์ได้ในราคาต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ เงินที่เหลือจ่ายสามารถขออนุมัติสำหรับซื้อครุภัณฑ์อื่นที่จำเป็นแทนได้ หรือขออนุมัติโอนไปใช้ในหมวดอื่นก็ได้
2. วิธีการจัดซื้อครุภัณฑ์ จะเลือกใช้วิธีการใดก็ได้ที่รัดกุมและโปร่งใส รวมทั้งอาจใช้สัญญาซื้อขายตามมาตรฐานที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบกับผู้ขาย แต่เลือกใช้วิธีการที่คล่องตัวและรวดเร็ว และมีอำนาจการต่อรองสูง เพื่อให้ได้ครุภัณฑ์ตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
3. ประเด็นสำคัญในการจัดซื้อครุภัณฑ์ (รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุและบริการอื่น ๆ ด้วย) คือ ให้ได้สิ่งของที่มีคุณภาพสูง ในเวลาที่ต้องการ และในราคาประหยัด (ราคานี้คิดรวมตลอดอายุการใช้งาน กล่าวคือรวมค่าบำรุงรักษาและอื่น ๆ ด้วย อุปกรณ์ที่มีราคาเครื่องเริ่มต้นถูก แต่อะไหล่และวัสดุแพง และใช้ได้ไม่ทนอาจไม่ถูกอย่างที่คาด) ในการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหาพัสดุ / ครุภัณฑ์ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ภายหลัง

(6) หมวดค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายอื่น หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นในงานโครงการโดยตรง แต่มีส่วนช่วยเสริมให้งานวิจัยมีคุณภาพดีขึ้น หรือสร้างกำลังคน หรือทำให้เกิดความเข้มแข็งขององค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยทำให้กิจกรรมวิจัยและการใช้ผลงานวิจัยมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่ง งบประมาณหมวดค่าใช้จ่ายอื่นนี้จะเก็บไว้ที่ สกว. สำนักงานภาค และจะจ่ายเป็นคราว ๆ เมื่อโครงการมีความจำเป็นต้องใช้จ่าย

(7) หมวดค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับสถาบัน ค่าเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ เป็นเงินที่ สกว. สำนักงานภาค จัดให้แก่หน่วยงานต้นสังกัด เพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายโดยตรงของโครงการ ไม่ได้หักจากงบประมาณของโครงการ ซึ่งนักวิจัยไม่จำเป็นต้องตั้งไว้ในงบประมาณของโครงการ และหน่วยงานต้นสังกัดของโครงการจะต้องไม่หักเงินจากโครงการเข้าสถาบันเพิ่มเติมอีกไม่ว่ากรณีใด ๆ

กลับขึ้นข้างบน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น

The Thailand Research Fund Regional Office
ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทรศัพท์ (053) 944-648 ,(053) 218-250 ,(053)218-200 โทรสาร (053) 892-662 ต่อ 115
อีเมล์, info@vijai.org